วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดหนังสือเพื่อไทยฟ้องยูเอ็น

เปิดหนังสือเพื่อไทยฟ้องยูเอ็น ฝ่ายอนุรักษ์-ต้านประชาธิปไตยสมคบล้มรัฐบาล

พรรคเพื่อไทยทำหนังสือถึง นายบัน คี มุน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) อ้างถึงสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย และความพยายามที่ไม่เป็นประชาธิปไตยของฝ่ายอนุรักษ์และขบวนการต่อต้านประชาธิปไตยในสังคมไทยที่สมคบคิดกันเพื่อล้มล้างรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

หนังสือของพรรคเพื่อไทยมีสาระสำคัญว่า...เจตจำนงของประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม ไม่ได้รับการยอมรับโดย "ฝ่ายอนุรักษ์และขบวนการต่อต้านประชาธิปไตยในสังคมไทย" หลายกลุ่มได้สมคบคิดกันเพื่อที่จะล้มรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จากพรรคเพื่อไทย ที่ได้รับเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตย และเพื่อที่จะแช่แข็งการเลือกตั้งครั้งต่อไป

รัฐบาลที่นำโดย นางสาวยิ่งลักษณ์ ถูกบังคับให้ยุบสภา ในวันที่ 9 ธ.ค.2556 หลังจากแกนนำของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักได้ลาออกพร้อมกันหลายคน เพื่อไปดำเนินการตั้งกลุ่มต่อต้านรัฐบาลนอกสภาฯ ในชื่อของ กปปส. หลังจากที่สภาผู้แทนฯถูกยุบแล้ว วันเลือกตั้งทั่วไปได้กำหนดขึ้นในวันที่ 2 ก.พ.2557 พรรคการเมือง 53 พรรครวมทั้งพรรคเพื่อไทยได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่พรรคประชาธิปัตย์ที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้คว่ำบาตรการเลือกตั้ง

กปปส.ซึ่งนำโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้เรียกร้องให้ 1.นางสาวยิ่งลักษณ์ ลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ เพื่อจะให้มีคนกลางได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี และ 2.เรียกร้องให้มีการตั้งสภาประชาชน โดยสมาชิกของสภาประชาชนจะแต่งตั้งอย่างไม่เป็นประชาธิปไตยโดยนายสุเทพ เพื่อที่จะดำเนินการปฏิรูปในหลายด้านเป็นระยะเวลา 1-2 ปี ก่อนที่การเลือกตั้งครั้งต่อไป

กปปส.ได้รณรงค์ว่าการปฏิรูปต้องเกิดขึ้นสมบูรณ์ก่อนจึงจะมีการเลือกตั้ง ซึ่งจริงๆ แล้วข้อเรียกร้องของพวกเขาไม่เป็นประชาธิปไตย และการปฏิรูปเป็นเพียงข้ออ้างที่ซ่อนรูปของพวกเขาที่จะได้อำนาจโดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง พวกเขาประสงค์จะแช่แข็งประเทศไทยเพื่อผลประโยชน์ของพวกเขาทั้งสิ้น

กปปส.อ้างว่าผู้ประท้วงได้ยึดแนวอารยะขัดขืนที่ไม่ใช้ความรุนแรง แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม ข้อเท็จจริงคือผู้ประท้วงคัดค้านรัฐบาลได้ใช้อาวุธสงครามและได้ก่อความรุนแรงรูปแแบบต่างๆ ระหว่างการชุมนุม ที่รุนแรงที่สุดคือ กปปส.ได้ปิดล้อมและขัดขวางไม่ให้ผู้สมัครใน 28 เขตในภาคใต้ยื่นใบสมัครลงรับเลือกตั้ง นอกจากนั้น ในวันที่ 26 ม.ค.2557 ที่เป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้า ผู้สนับสนุน กปปส.ได้พยายามขัดขวางการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งล่วงหน้า โดยได้กระทำความผิดทางอาญาต่างๆ หลายประการ

ทั้งๆ ที่การเลือกตั้งได้ดำเนินการเสร็จสิ้นสมบูรณ์ไปถึงร้อยละ 88 ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด และประชาชนกว่า 20 ล้านคนได้ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.2557 แต่ในวันที่ 21 มี.ค.2557 ศาลรัฐธรรมนูญได้ตัดสินโดยมติ 6 ต่อ 3 ว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพราะ 28 เขตเลือกตั้งยังไม่มีผู้สมัคร และการที่จะจัดการเลือกตั้งในเขตดังกล่าวนั้นจะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวกันทั้งประเทศ คำตัดสินนี้เป็นที่ชัดเจนว่าขัดรัฐธรรมนูญ เพราะศาลไม่สามารถที่จะรับคำร้องที่ยื่นโดยผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามมาตรา 245(1) ของรัฐธรรมนูญ

ยิ่งกว่านั้นเหตุผลที่ว่าเหตุใดการจัดการเลือกตั้งหรือการลงคะแนนเสียงไม่สามารถจัดใน 28 เขตเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.2557 ก็เป็นเพราะการกระทำความผิดทางอาญาและการใช้ความรุนแรงขัดขวางการรับสมัครของกลุ่ม กปปส. คำตัดสินนี้ได้สร้างบรรทัดฐานที่เสียหายว่า คน 20 ล้านคนได้เสียสิทธิขั้นพื้นฐานของตนเองจากกระทำความผิดทางอาญาของคนเพียงไม่กี่ร้อยคน

การทำให้การเลือกตั้งสิ้นผลลงถือว่าขัดรัฐธรรมนูญและไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของคนไทยส่วนใหญ่จำนวนมาก นี่เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง เพราะยังมีความพยายามอย่างไม่ลดละของบุคคลและองค์กรหลายกลุ่มที่สมคบคิดทำงานสอดประสานเพื่อที่จะกำจัดฝ่ายพวกเราและรัฐบาลยิ่งลักษณ์ตั้งแต่ปี 2548

โดยในปี 2549 ฝ่ายตรงข้ามได้ใช้การรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย และได้จัดให้มีรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในปี 2550

ในปี 2550 พรรคไทยรักไทยถูกยุบ ในปี 2551 นายสมัคร สุนทรเวช ถูกตัดสินให้พ้นจากการเป็นนายกรัฐมนตรีเพียงเพราะเขาไปทำรายการทำกับข้าวทางทีวี ในปี 2551 พรรคพลังประชาชนถูกยุบ เมื่อเร็วๆ นี้ ความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ได้ถูกขัดขวาง

นอกจากนั้น องค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ เช่น ป.ป.ช.ได้สอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาแก่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ภายใน 21 วัน ในขณะที่การสอบสวนคดีที่มีผู้ยื่นเรื่องร้องเรียนอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่มีความคืบหน้าหลังจาก 5 ปีผ่านไป นี่เป็นเพียงในตัวอย่างหนึ่งในหลายๆ ตัวอย่างของ 2 มาตรฐานและความอยุติธรรมของที่ฝ่ายพวกเราต้องเผชิญ

เป็นที่ชัดเจนว่าวงจรอุบาทว์ที่เกิดขึ้นในปี 2549 กำลังเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้งหนึ่ง มีคนถามว่า "การรัฐประหารโดยตุลาการภิวัตน์" กำลังจะกลับมาใหม่ใช่หรือไม่ ไม่เคยมีครั้งใดที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ถูกบังคับใช้อย่างมิชอบด้วยกฎหมาย และไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะในคดีความต่อฝ่ายพวกเรา

เราเรียกร้องให้ท่านได้โปรดติดตามสถานการณ์ในประเทศไทยอย่างใกล้ชิด เพื่อจะป้องกันและประณามการสมคบคิดอย่างไม่เป็นประชาธิปไตย และโปรดสนับสนุนการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมในประเทศไทย เพื่อให้กระบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทยได้ดำเนินต่อไปอย่างมั่นคง และคนไทย 65 ล้านคนสามารถตัดสินอนาคตของตนเอง เพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติและสังคมโลกที่เข้มแข็งต่อไป