"สปป."ยกทีมแถลง7ข้อโต้คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ด้าน"เกษียร"ชี้เสียงข้างน้อยกลัวปีศาจประชาธิปไตย ขณะที่"วรเจตน์"ลั่นอย่าตัดสินแค่ครึ่ง-กลาง
ผู้สื่อข่าวรายงานจากห้องประกอบ หุตะสิงห์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)ว่า กลุ่มสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย(สปป.) จัดแถลงข่าวกรณีศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้การเลือกตั้งส.ส.วันที่2ก.พ.เป็นโมฆะ โดยมีมีดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เเละเเกนนำกลุ่มนิติราษฎร์, รศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมแถลงข่าว โดยระบุว่า เพื่อวิเคราะห์ถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อการเมืองไทย
โดยรศ.ดร.พวงทอง และดร.ประจักษ์ ได้อ่านแถลงการณ์ สปป. ร่วมกันถึงกรณีที่วินิจฉัยโดยมุ่งหมายให้การเลือกตั้งทั่วไป 2 กุมภาพันธ์ 2557 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยเรื่องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินเสนอตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 245 (1) ว่า การจัดการการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ตามพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2556 เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ และได้มีมติปรากฏตามคำแถลงของหัวหน้าโฆษกสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญว่า เมื่อได้ดำเนินการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปในวันที่2 กุมภาพันธ์ 2557 ไปแล้ว ปรากฏว่ายังไม่มีการจัดการเลือกตั้งใน 28 เขตเลือกตั้ง ซึ่งไม่เคยมีการรับสมัครเลือกตั้งมาก่อนเลย จึงถือได้ว่าในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ไม่มีการเลือกตั้งในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร การจะดำเนินการเลือกตั้งใน 28 เขตเลือกตั้ง หลังวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ก็ไม่สามารถกระทำได้ เพราะจะมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรเช่นกัน เป็นผลให้พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556 เฉพาะส่วนที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งเป็นการทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 108 วรรคสองนั้น สมัชชาปกป้องประชาธิปไตยเห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและปัญหาความชอบธรรมทางการเมือง ดังนี้
1.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 245 (1) กำหนดกฎเกณฑ์ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินอาจเสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เมื่อเห็นว่า “บทบัญญัติแห่งกฎหมายใดมีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ” ดังนั้นวัตถุแห่งคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมีดุลพินิจที่จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้นั้นย่อมจะต้องเป็น “บทบัญญัติแห่งกฎหมาย” แต่สำหรับกรณีที่เป็นปัญหานี้เห็นได้ชัดว่าวัตถุแห่งคดี คือ “การจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป” เมื่อวัตถุแห่งคดีไม่ใช่ “บทบัญญัติแห่งกฎหมาย” ศาลรัฐธรรมนูญย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิเสธไม่รับคำร้องไว้พิจารณา การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาจึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 245 (1) และเท่ากับศาลรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง
2.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 108 วรรคสอง บัญญัติว่า “การยุบสภาผู้แทนราษฎรให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งต้องกำหนดวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปภายในระยะเวลาไม่น้อยกว่าสี่สิบห้าวันแต่ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันยุบสภาผู้แทนราษฎร และวันเลือกตั้งนั้นต้องกำหนดเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร” ข้อเท็จจริงปรากฏว่าได้มีการกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปเป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักรแล้วในพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2556 คือวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 การกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปดังกล่าวจึงชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ในคดีนี้ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญกลับนำเอาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังและไม่เกี่ยวข้องกับการกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไปมาเป็นฐานในการพิจารณา
3.นอกจากที่กล่าวมาข้างต้น ยังปรากฏข้อเท็จจริงด้วยว่าการเลือกตั้งในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ผ่านไปด้วยความเรียบร้อยเป็นส่วนใหญ่ การที่ศาลรัฐธรรมนูญนำเอากรณีที่ไม่อาจรับสมัครเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งบางเขตเลือกตั้งได้ เพราะมีผู้ขัดขวางการสมัครรับเลือกตั้งมากล่าวอ้างให้มีผลว่าพระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎรฯ เฉพาะส่วนที่กำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยมุ่งหมายจะทำลายการเลือกตั้งในวันดังกล่าวลง นอกจากจะไม่มีเหตุผลในทางกฎหมายรองรับแล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาการตีความคำวินิจฉัยต่อไปอีกด้วยว่าคะแนนเสียงของประชาชนที่ไปออกเสียงเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 นั้น ถูกทำลายลงแล้วหรือไม่ โดยอำนาจของบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือบทกฎหมายมาตราใด
4.หากพิเคราะห์ในแง่ของการต่อสู้กันทางการเมืองแล้ว ย่อมเห็นได้ว่าอุปสรรคของการเลือกตั้งในครั้งนี้มาจากการร่วมมือกันของกปปส.และบุคคลที่สนับสนุน กปปส.ทั้งในและนอกรัฐสภา ทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผยในอันที่จะทำลายระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา อีกทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็ไม่ได้แสดงเจตจำนงอันแน่วแน่ในการทำงานตามกรอบอำนาจหน้าที่เพื่อที่จะจัดการการเลือกตั้งให้สำเร็จลุล่วงไปได้
5. สมัชชาปกป้องประชาธิปไตยจึงขอประณามความพยายามที่เป็นปฏิปักษ์ต่อหลักสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทั้งที่เกิดขึ้นแล้วและจะเกิดขึ้นอีกในเร็ววันนี้ 6. เห็นได้ชัดว่านับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 จนถึงวันนี้ บรรดาองค์กรอิสระและอำนาจตุลาการได้กลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มพลังเสียงข้างน้อยในปฏิบัติการต่อต้านระบอบประชาธิปไตย เพียงเพื่อต้องการทำลายกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามให้ได้อย่างรวดเร็ว การปล่อยให้องค์กรอิสระและอำนาจตุลาการถูกบิดเบือนฉวยใช้ไปทำลายประชาธิปไตยและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ รังแต่จะทำให้ประเทศชาติจมปลักอยู่ในวังวนอับตันของความขัดแย้งรุนแรงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด 7.สมัชชาปกป้องประชาธิปไตยขอยืนยันว่า ทางออกของสังคมไทยในเวลานี้มีแต่การยอมรับหลักการ “คนเท่ากัน” “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” “ความชอบธรรมของเสียงข้างมาก” และ“การเคารพในสิทธิเสรีภาพของบุคคลและเสียงข้างน้อย” เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปที่จำเป็น ขจัดกลไกส่วนที่เป็นปฏิปักษ์ประชาธิปไตย ก่อนที่กลไกเหล่านั้นจะทำลายระบอบประชาธิปไตยที่มีอยู่ไม่มากนักในเวลานี้ลงอย่างสิ้นเชิงในที่สุด
ด้านศ.ดร.เกษียร กล่าวว่า มันจะชอบธรรมได้อย่างไรที่เสียงของคน 20 ล้านคนบวก 3 คนจะสู้เสียงข้างน้อยไม่ได้ ดังนั้นตนอยากชวนให้คิดกว้างกว่าแค่ตัวเลข ระบอบการเมืองที่เรามีอยู่มันบกพร่องร้ายแรงอย่างใดอย่างหนึ่งแน่ มันถึงได้ปล่อยให้ม็อบเสียงข้างน้อย กับพรรคฝ่ายค้านเสียงข้างน้อยที่บอยคอตคัดค้านขัดขวางการเลือกตั้ง ด้วยกำลังบังคับ ด้วยความรุนแรงอย่างผิดกฎหมาย และปล่อยให้คนเหล่านี้สามารถนำเงื่อนไขให้คน 6 คนล้มคะแนนเสียงตามสิทธิหน้าที่และสิทธิโดยชอบของพลเมือง 20 ล้านคนได้
"คือมาถึงตอนนี้ ผมอดนึกเป็นภาพในหนัง คือมีบรรดาพลังเสียงข้างน้อยทั้งปวง อาจเป็นกปปส. พรรคประชาธิปัตย์ องค์กรอิสระ อำนาจตุลาการ หรือสถาบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งต่างพากันวิ่งหนีปีศาจที่ชื่อว่าประชาธิปไตยกันจ้าละหวั่น ปีศาจที่มาในนามของคนเท่ากับ 1 คน 1 เสียง รัฐบาลโดยประชาชน แปลกดีที่เสียงข้างน้อยเหล่านี้ กลัวมาก และปราบไม่อยู่ วิ่งหนีอยู่นั่นแหละ บอกว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญอยู่นั่นแหละ" รศ.ดร.เกษียร กล่าว
ศ.ดร.เกษียร กล่าวอีกว่า ภาพที่ปรากฏเห็นชัดเจนแล้ว ระบอบเสรีประชาธิปไตยที่มีมันไม่สามารถทำงานได้ มันกลายเป็นระบอบคนพิการ หลักพื้นฐานของระบอบนี้คือดุลกันระหว่างการปกครองโดยเสียงข้างมาก กับสิทธิและเสรีภาพของเสียงข้างน้อย แต่เสียงข้างน้อยกลับเอาเสียไปหมด จนแม้แต่เราไม่สามารถมีการเลือกตั้งปกติที่คนทั้งโลกมีได้ ดังนั้นด้วยสิทธิโดยชอบ หลังจากเลือกตั้งมีรัฐบาลใหม่ เราคงต้องใช้สิทธิของเราจำกัดอำนาจ จำกัดระเบียบการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ และอำนาจตุลาการให้ชัดเจน จนคืนดุลให้กับระบอบ และอะไรที่จัดระเบียบไม่ได้ก็อาจจะต้องยุบ แต่เราทำได้โดยชอบ เพราะอำนาจเป็นของเรา เราเป็นเจ้าของประเทศ
ขณะที่รศ. ดร.วรเจตน์ กล่าวว่า ตกลงคะแนนเสียงของคนที่ไปเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมามันเสียหรือไม่ ให้ดูจากที่ศาลตัดสินคดี ซึ่งศาลไม่สามารถตัดสินคดีครึ่ง ๆ กลาง ๆ ได้ คือการตัดสินคดีในทางกฎหมาย เมื่อตัดสินแล้วต้องเป็นข้อยุติ และจบลงโดยไม่มีปัญหาให้ต้องตีความออกไปอีก อย่างไรก็ดีกังวลว่าคำวินิจฉัยเรื่องนี้จะไม่เป็นเช่นนั้น เพราะประเด็นที่ศาลตั้งคือการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ กับสิ่งที่มีผู้ร้องเข้ามาคือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบนั้น ไม่ตรงกัน
"ศาลไม่ได้ตอบว่าการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ศาลตอบว่า พ.ร.ฎ.ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2556 (พ.ร.ฎ.ยุบสภาฯ) เฉพาะส่วนที่กำหนดให้การเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้บอกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นอย่างไรต่อ" รศ.ดร.วรเจตน์ กล่าว





