วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กกต.ชี้อย่างน้อยต่ำ3เดือนเลือกตั้งใหม่

ศาล รธน. มีมติ เลือกตั้งเป็นโมฆะ กกต.นัดถก 24 มี.ค. นี้ หารือจัดเลือกตั้งใหม่ ก่อนเสนอรัฐบาล-พรรคการเมือง คาดใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือน

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คาดว่า การเลือกตั้งใหญ่อาจใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือน หลังจากศาลรัฐธรรมนูญลงมติให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ. เป็นโมฆะ โดยเตรียมหารือร่วมกับรัฐบาลและพรรคการเมือง

นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าคณะโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ แถลงผลการประชุมศาลรัฐธรรมนูญ วานนี้ (21 มี.ค.) ว่า ศาลได้ลงมติ ในคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งเรื่องพร้อมความเห็นกรณีที่ นายกิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์ อาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 245 (1) ว่า การจัดการเลือกตั้ง ส.ส. เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ตามพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556 เป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 6 ต่อ 3 เห็นว่า หลังจากมี พ.ร.ฎ. ยุบสภา และจัดการเลือกตั้งแล้ว มี 28 เขต ที่ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ เพราะไม่มีการสมัครรับเลือกตั้ง จึงถือว่าวันที่ 2 ก.พ. ไม่ได้มีการเลือกตั้งวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร และหากจัดเลือกตั้ง 28 เขต หลังวันที่ 2 ก.พ. ก็ไม่สามารถกระทำได้ เพราะว่าจะมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร เป็นผลให้ พ.ร.ฎ. ยุบสภาในเฉพาะส่วนที่กำหนดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 108 วรรคสอง"

นายพิมล กล่าวว่า หลังจากนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะไปหารือกันเพื่อออก พ.ร.ฎ. เลือกตั้งใหม่

สำหรับตุลาการเสียงข้างน้อย 3 คน คือ นายชัช ชลวร นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี และ นายเฉลิมพล เอกอุรุ โดยเห็นว่าการเลือกตั้งไม่มีประเด็นใดที่ขัดรัฐธรรมนูญ

กกต.ชี้เลือกตั้งใหม่ไม่น้อยกว่า3เดือน

ภายหลังจาก ศาลรัฐธรรมนูญ ลงมติ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้มีการหารือกันในเบื้องต้น โดย นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. แถลงว่า กกต.รอคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญ คาดว่าจะออกมาในสัปดาห์หน้า จากนั้นจะวางแนวทางให้กกต.ปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งนับจากนี้ไปหรือไม่ก่อนประชุมกกต.อีกครั้ง

นายศุภชัย กล่าวว่า ในความเห็นส่วนตัวนั้น เห็นว่ากกต. รัฐบาล และพรรคการเมือง ควรได้หารือกันถึงการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ที่เหมาะสม ซึ่งก็จะเป็นแนวทางคล้ายปี 2549 ที่มีการตัดสินให้เลือกตั้งใหม่ โดยในสมัยนั้นจัดเลือกตั้งใหม่ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเป็นโมฆะประมาณ 5 เดือน

"รวมทั้งเห็นว่าหากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไม่สงบ ยังมีความรุนแรง ก็ไม่ควรที่จะมีจัดการเลือกตั้ง แต่ทั้งนี้ก็คิดว่าระยะเวลาที่จะเกิดการเลือกตั้งใหม่ก็ไม่น่านานเกินไป แต่อาจไม่น้อยกว่า 3 เดือนนับจากนี้"

"สมชัย"เล็งเชิญพรรคการเมืองถกเลือกตั้ง

ด้าน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ได้โพสต์เฟซบุ๊คส่วนตัว หลังทราบผลวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ระบุตอนหนึ่งว่า ในวันจันทร์ที่ 24 มี.ค. นี้ กกต.จะประชุมเพื่อดำเนินการตามมติศาล ซึ่งน่าจะมี 2 แนวทาง คือ

"แนวทางแรก กกต.ประชุมกับรัฐบาล เพื่อทูลเกล้าฯ ขอ พ.ร.ฎ.เลือกตั้งใหม่ใน 60 วัน หรือแนวทางที่สอง กกต.เชิญหัวหน้าพรรคการเมืองมาปรึกษา เพื่อกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ที่เหมาะสม ในกรณีนี้อาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบ 60 วัน"

นายสมชัย ระบุอีกว่า ใครจะรับผิดชอบค่าเสียหาย 3,800 ล้านบาท ในการเลือกตั้งที่เสียไป ซึ่งการเลือกตั้งที่เสียไป มาจากสาเหตุของการจัดการเลือกตั้งที่ถูกขัดขวาง ทำให้ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งในวันเดียว ซึ่งเป็นปัจจัยภายนอก ไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจของ กกต. และ กกต.ได้ระบุถึงปัญหาดังกล่าวให้รัฐบาลทราบก่อนที่ 2 ก.พ.แล้วว่า หากเดินหน้าต่อจะสุ่มเสี่ยงกับการถูกฟ้องเป็นโมฆะ โดยรัฐบาลได้ยืนยันให้เดินหน้าเลือกตั้งต่อ ดังนั้นรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบ

นักวิชาการแนะทุกฝ่ายตกลงร่วม

นายตระกูล มีชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าเมื่อศาลสั่งให้โมฆะแล้ว กกต.ต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการได้เมื่อไร แต่เชื่อว่าจะมีบางฝ่ายที่ไม่ยอมรับและออกมาคัดค้าน

"สิ่งที่จะแก้ไขได้ คือ ต้องมีการตกลงร่วมกันระหว่างพรรคการเมือง รัฐบาล และกกต. พร้อมนำเหตุการณ์การขัดขวางการเลือกตั้งรอบที่ผ่านมาและปัจจัยทางการเมืองอื่นๆ มาพิจารณาร่วมด้วย โดยทั้งหมดต้องตั้งอยู่บนเงื่อนไขของการไม่ก่อให้เกิดการเผชิญหน้าและการคลายปมทางการเมืองด้วย"

นายตระกูล กล่าวว่า ปัญหาทางการเมืองปัจจุบันนอกจากจะมีเรื่องการเลือกตั้งแล้ว ยังมีประเด็นการชี้มูลความผิดของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กรณีโครงการรับจำนำข้าว โดย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), การถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ที่ถูก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด, การจัดการเลือกตั้ง ส.ว.ใน 77 จังหวัด รวมถึงแนวทางของการได้มาซึ่งนายกฯ มาตรา 7 และรัฐบาลคนกลางของกลุ่ม กปปส. ซึ่งกรณีทั้งหมดนี้ตนมองว่ามีความเชื่อมโยงกัน และอาจเป็นเหตุแห่งวิกฤติทางการเมือง

"อภิสิทธิ์"แนะทุกฝ่ายปรับท่าทีเจรจา

ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวภายหลังทราบผลการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ว่า อยากให้รัฐบาลปรับท่าทีใหม่จากที่เคยแสดงออกว่าจะไม่มีการเจรจา แต่จะกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ เพราะไม่ทราบว่าจะทำไปทำไม หากตั้งใจจะให้กระบวนการประชาธิปไตยเดินหน้า ก็ต้องทำให้กระบวนการราบรื่น คือทุกฝ่ายยอมรับ เพื่อกำหนดเส้นทางบ้านเมืองร่วมกัน โดยไม่ขัดต่อกฎ กติกา

"ผมไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ กับ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. จะคุยกันไม่ได้ เพราะว่า คุณสุเทพ บอกว่าพร้อมคุยแต่ขอให้มีการถ่ายทอดสด เพื่อให้ประชาชนสบายใจ แต่คุณยิ่งลักษณ์ เคยตั้งเงื่อนไข 2 เรื่อง คือให้เลือกตั้งให้เสร็จ ตอนนี้จบแล้ว และ ให้คุณสุเทพ กลับบ้าน ตอนนี้คุณสุเทพอยู่ในสวน ก็ไม่มีประเด็นที่จะต้องตั้งเงื่อนไขอะไรแล้ว จึงควรที่จะคุยกัน"

ส่วนที่ นายสุเทพ ประกาศจะขัดขวางการเลือกตั้งนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เห็นว่า นายสุเทพ คงไม่ติดใจ เพราะพร้อมที่จะคุย หากมีการถ่ายทอดสด

ปชป.ต้องการเห็นเลือกตั้งเรียบร้อย

สำหรับจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งครั้งใหม่นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า พรรคต้องการเห็นการเลือกตั้งที่เรียบร้อย เมื่อมีสิ่งนั้นเกิดขึ้น พรรคก็พร้อมอยู่แล้ว ส่วนพรรคจะเว้นวรรคทางการเมือง โดยไม่ส่งผู้สมัครลงอีกครั้งหรือไม่ ขึ้นอยู่ที่เงื่อนไขการกำหนดแนวทางที่จะไปสู่การเลือกตั้ง ยังตอบอะไรในขณะนี้ไม่ได้

"ต้องนำปัญหามาวางบนโต๊ะ เพื่อหาทางออก แต่ถ้าคิดที่จะปรับโครงสร้างระบบเลือกตั้ง ก็จะเป็นปัญหาเพราะต้องแก้รัฐธรรมนูญ หรือแก้ไขกฎหมาย ซึ่งจะมีคำถกเถียงอีกว่าใครมีอำนาจนิติบัญญัติ ดังนั้นเบื้องต้นต้องไม่ยึดติดในเรื่องรูปแบบ แต่ดูว่าอะไรจะทำให้การเลือกตั้งเดินหน้าเพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับ และพรรคพร้อมหารือเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าได้"

เพื่อไทย ไม่เห็นด้วย กับคำวินิจฉัย

สำหรับท่าที พรรคเพื่อไทย มีแกนนำได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์พรรค แสดงจุดยืนภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ โดย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค กล่าวตอนหนึ่งว่า พรรคไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัย คำวินิจฉัยเป็นการสร้างปัญหา และมีผลกระทบต่อส่วนรวม

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า การเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เกิดจากการกระทำที่ไม่สุจริตของหลายฝ่าย ขณะที่พรรคเพื่อไทยและพรรคการเมืองอื่นกว่า 50 พรรค ตลอดจนประชาชน 20 ล้านคนเศษได้ใช้สิทธิและทำหน้าที่โดยสุจริต จึงเป็นการซ้ำเติมให้เกิดความเจ็บช้ำน้ำใจและรังแกจิตใจของผู้รักประชาธิปไตย

พรรคร่วมนัดถกสัปดาห์หน้า

นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ตั้งคำถามว่า คำตัดสินจะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ แล้วใครที่ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นบ้าง รวมทั้งหากมีการเลือกตั้งใหม่ พรรคประชาธิปัตย์จะลงแข่งหรือไม่ และ กปปส. ยังจะขัดขวางการเลือกตั้งอีกหรือไม่ เพราะว่าแบบนี้เรื่องยังไม่จบ

"สิ่งที่น่าเป็นห่วงขณะนี้ คือ การก่อตัวของสถานการณ์ความรุนแรง โดยความพยายามของคนบางกลุ่ม ซึ่งไม่เป็นผลดีกับประเทศ"

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลได้มีการพูดคุยกันแล้ว โดยทุกคนต่างไม่สบายใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น อยากเห็นประเทศเดินหน้าและหลุดพ้นจากความขัดแย้ง ดังนั้น จะนัดกินข้าวเพื่อพูดคุยกันอีกครั้งในสัปดาห์หน้า

กปปส.ชี้เป็นโอกาสปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

สำหรับท่าทีของ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีในการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย แกนนำ กปปส. กล่าวว่า หากเปรียบเทียบเมื่อครั้งปี 2549 หลังจากนั้นอีก 2 สัปดาห์จึงมีคำวินิจฉัยฉบับเต็มออกมาอย่างเป็นทางการและกำหนดให้ กกต. พรรคการเมือง และรัฐบาล สมัยนั้นหารือร่วมกันในเรื่องวันเลือกตั้ง คำถามคือจะมีการเลือกตั้งอีกเมื่อไร ซึ่งเหตุการณ์ในปี 2549 หารือร่วมกันและกำหนดการเลือกตั้งในอีก 6 เดือน

"สำหรับเที่ยวนี้ การจัดเลือกตั้งจะต้องไม่ต่ำกว่า 5-6 เดือน ดังนั้นจึงเป็นโอกาสเดียวที่ประเทศจะได้ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ส่วนแนวทางปฏิบัติ ให้รอฟัง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ"

ด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ โฆษก กปปส. แถลงว่า แกนนำ กปปส.น้อมรับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ และจะหารือกันเพื่อกำหนดท่าทีการเคลื่อนไหวอีกครั้ง เบื้องต้นเห็นว่าเป็นโอกาสดีที่ควรจะใช้ช่วงเวลาก่อนการเลือกตั้งใหม่ เดินหน้าเรื่องปฏิรูป

ชทพ.หนุนทุกฝ่ายหารือแก้ไขปัญหา

ด้านท่าทีของ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรค กล่าวว่า ทางพรรคน้อมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่มีสิ่งที่เป็นกังวล คือ การจัดการเลือกตั้งรอบใหม่ที่จะมาถึง จะมีหลักประกันอะไรที่จะไม่ทำให้เกิดการขัดขวางการเลือกตั้งเหมือนที่ผ่านมา

"หากฝ่ายจัดการเลือกตั้งไม่วางแนวทางป้องกันไว้ เชื่อว่าปัญหาเหมือนที่เคยเกิดขึ้น จะไม่มีทางจบอย่างแน่นอน แต่ก็สนับสนุนให้ทุกฝ่ายร่วมหารือกันอย่างจริงจัง เพื่อทำให้ประเทศไทยเดินหน้า"

เช่นเดียวกับ นายศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวว่าในวันจันทร์ที่ 24 มี.ค. นี้ ซึ่งมีการประชุมสามัญประจำปีของพรรค แต่ในการประชุมพรรคครั้งที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พูดกับสมาชิกพรรค ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งของพรรค อย่างชัดเจนว่าให้เตรียมพร้อมในการสู้ศึกเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นทุกครั้ง ในฐานะที่พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคการเมือง จะขอเดินหน้าลงเลือกตั้งต่อไป

"ผมอยากเรียกร้องให้ทุกพรรคช่วยกันทำให้การเลือกตั้งเกิดขึ้น ขณะเดียวกัน เมื่อบรรยากาศบ้านเมือง เป็นบรรยากาศการปฏิรูป ยิ่งจำเป็นที่การเลือกตั้งต้องมีขึ้น แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งครั้งนี้ ต้องมีจุดยืนชัดเจนเรื่องการปฏิรูปตามที่ประชาชนออกมาเรียกร้อง ไม่ควรอยู่ในอำนาจนาน ควรกำหนดวาระให้ชัดเจนว่าจะหมดวาระเมื่อใด แล้วควรทำความเข้าใจกับผู้ชุมนุม ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยมองประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ"