"อภิสิทธิ์"ย้ำถ้าการเลือกตั้งครั้ง 2 ก.พ. ไม่ชอบก็ไม่ใช่เป็นการเลือกตั้ง ถ้าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ใช่การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์รายการฟ้าวันใหม่ ทาง Blue Sky Channelก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ขาดเลือกตั้ง 2ก.พ.เป็นโมฆะ มองว่า การตัดสินในแต่ละคดี ให้คำตอบบางส่วน ไม่อาจเป็นคำตอบทั้งหมดได้ แต่อยู่ที่ว่าฝ่ายต่างๆ จะใช้มันไปหาคำตอบหรือไม่ เพราะฉะนั้นมันก็เป็นเพียงแค่เปิดโอกาสให้มีการร่วมกันแสวงหาคำตอบ แต่ว่าจะได้คำตอบหรือไม่นั้นก็ไม่ได้อยู่ที่ศาลแล้ว
พิธีกรถามว่า วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยการเลือกตั้ง ๒ ก.พ. เป็นโมฆะหรือไม่
“อธิบายสักนิดนะครับขณะนี้ศาลมี 2 คำร้อง คำร้องแรกเป็นคำร้องที่มาจาก กกต. โดย กกต. บอกว่ามีปัญหาความขัดแย้งกันกับทางรัฐบาลว่าจะจัดการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งที่ยังไม่มีผู้สมัครอย่างไร กับคำร้องที่ 2 ก็คือคำร้องที่มาจาก อ.ธรรมศาสตร์ ผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 นี้เข้าข่ายเป็นโมฆะ ผมก็สันนิษฐานว่าศาลอาจจะพิจารณาประเด็นที่ 2 ก่อน เพราะว่าถ้าเกิดศาลวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งโมฆะ ก็ไม่จำเป็นต้องมาตอบในส่วนของ กกต. เพราะฉะนั้นทางที่จะมีการวินิจฉัยออกมาก็วิเคราะห์กันไปได้ 2 ทาง ทางหนึ่งก็คือ ศาลบอกว่าไม่มีปัญหาเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อันนี้คือศัพท์ที่ถามมาอย่างแท้จริงนะครับ ไม่ใช่โมฆะ ไม่โมฆะ ถ้าศาลบอกว่าการเลือกตั้งที่ดำเนินการกันมานี้ชอบแล้ว ศาลก็ต้องกลับไปตอบคำถามของ กกต. ว่า 28 เขตเลือกตั้งจะทำอย่างไร ซึ่งก็อาจจะเป็นการให้ออกพระราชกฤษฎีกา หรืออาจจะเป็นการให้ กกต. นั้นไปออกประกาศ แล้วก็จะต้องมีความพยายามในการเลือกตั้งกันต่อไป ซึ่งในความเห็นของผมนั้นปัญหาก็ยังมีอีกเยอะมาก ทั้งในทางกฎหมายและในทางการเมือง ในทางกฎหมายก็เป็นปัญหาอีกว่า เป็นการเลือกตั้งแล้วนับบัตรคะแนนที่เข้ามาทีหลัง ที่นับไปแล้วจะนับได้หรือไม่ได้อะไรอย่างไรว่ากันไป
แต่โดยสรุปก็คือว่า ถ้าศาลบอกว่าการเลือกตั้งชอบ ก็ดำเนินการการเลือกตั้งต่อไป ประเด็นอื่นตามมาหรือไม่นั้นไม่ทราบนะครับ เพราะว่ามันมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับจำนวนสมาชิกว่าจะต้องครบ 95% หรือไม่อย่างไร ก็ว่ากันไป หากศาลวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งชอบ ดังนั้นก็หมายความว่าในอีก 28 เขต ก็ต้องมีการจัดการเลือกตั้งต่อไป ไม่ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ ก็ต้องจัดการเลือกตั้งจนกว่าจะสำเร็จครบทุกเขต คือก็ยังมีปัญหาตามมาในเชิงข้อกฎหมายอีกพอสมควร เพราะว่ามันก็จะมีบทบัญญัติที่บอกว่าการจะมีสภาผู้แทนราษฎรได้นั้น มันจะต้องครบ 95% ซึ่งขณะนี้มันก็ไม่ครบ รัฐธรรมนูญก็บอกไปแล้วด้วยว่าการจะดำเนินการเปิดสภาหลังการเลือกตั้งนั้นก็ต้องเปิดภายใน 30 วัน ที่ยังไม่มีผู้แทน ก็ไม่มีสภา ไม่มีสภา ก็เปิดไม่ได้ และบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องว่าในกรณีที่เปิดได้ แต่ สส. ยังไม่ครบ 100% ก็บอกให้ไปเลือกให้ครบภายใน 6 เดือน 6 เดือน ก็สิงหาคม เพราะฉะนั้นก็เป็นปัญหาอีกว่ามีกรอบเวลาตรงนี้จะทำอย่างไร สำเร็จหรือไม่อย่างไร อันนี้การเลือกตั้งชอบ”
พิธีกร ถามว่า สมมติว่าศาลวินิจฉัยว่าผู้ตรวจการแผ่นดินไม่มีอำนาจร้อง หรือศาลไม่มีอำนาจวินิจฉัย จะเป็นอย่างไรต่อไป
“ผมเข้าใจว่าศาลรับไปแล้ว ผมเข้าใจว่าศาลรับไปแล้วถึงได้มีการไต่สวน"
พิธีกรถามว่า ถ้าศาลวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ
“ถ้ากรณีวินิจฉัยว่าไม่ชอบ ตรงนี้ก็จะไปวิเคราะห์อะไรต่อก็ยังยากเพราะว่าก็ต้องดูว่าเหตุผลที่ไม่ชอบนั้นคืออะไร ที่ร้องไปนี้มันก็มีหลายประเด็นด้วยกัน ตั้งแต่ประเด็นที่ว่าการเปิดรับสมัครไม่ชอบ เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกัน มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับว่ามาถึงสถานการณ์ในวันนี้ถือว่าการเลือกตั้งมีมากกว่า 1 วันหรือไม่, มีปัญหาว่าการเลือกตั้งล่วงหน้า คะแนนล่วงหน้ายังไม่เข้ามา จะเป็นบัตรเสียหรือไม่, มีปัญหาว่านับคะแนนไปแล้ว การเลือกตั้งยังไม่เสร็จ คะแนนปรากฎมาแล้วเกิดความได้เปรียบ เสียเปรียบกันหรือไม่, มีปัญหาว่าการประกาศใช้ประกาศภาวะฉุกเฉิน ทำให้เกิดผลในความได้เปรียบเสียเปรียบอะไรหรือไม่ เพราะฉะนั้น 1. ก็ต้องไปดูว่าปัญหามันคืออะไร ถ้าสมมติบอกว่าไม่ชอบ หลังจากนั้นศาลก็น่าที่จะต้องบอกว่า ดังนั้นเพื่อที่จะให้การเลือกตั้งชอบ จะต้องไปทำอะไรอย่างไรต่อไป
ผมก็มีประเด็นนิดนึงเพราะว่าเราลองไปเทียบเคียงกับปี 2549 ปี 2549 นี้ก็มีการร้องว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย.โมฆะ ศาลก็วินิจฉัยในเดือน พ.ค. 1 เดือนต่อมา กรอบเวลาก็คล้ายๆ กับของเราตอนปีนี้ เป็นว่าการเลือกตั้งนั้นเป็นโมฆะ ตอนนั้นก็มีเหตุผลหลายเหตุผลด้วยกัน เรื่องการกำหนดวันเลือกตั้ง เรื่องคูหา เรื่องการเลือกตั้งไม่สะท้อนเจตนา อะไรก็ว่าไป เสร็จแล้วพอวินิจฉัยแล้ว ข้อสรุปของศาลว่าเมื่อไม่ชอบ ก็บอกว่าต้องกลับไปจัดให้มีการเลือกตั้งที่มันชอบ การจัดให้มีการเลือกตั้งที่ชอบนั้นก็ต้องเริ่มต้นจากการตราพระราชกฤษฎีกา เพื่อไปแก้ไขเพิ่มเติมวันเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาล กับ กกต. ที่จะต้องไปปรึกษาหารือกัน อันนี้ก็เป็นที่ผมคิดว่าคงหนีไม่พ้น ปีนี้ก็คงเช่นเดียวกัน
แต่เป็นอย่างนี้นะครับ เมื่อปี 2549 นั้น ศาลก็บอกว่าให้ไปทำอันนี้ แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา ขณะนั้นคือคุณทักษิณ ก็ไปหารือกับ กกต. ก็ได้ข้อสรุปว่าการจะทำให้การเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม ไม่เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบอะไรต่างๆ นี้ จำเป็นที่จะต้องมีการทิ้งเวลาอีกระยะหนึ่ง ก่อนที่จะกลับไปมีการเลือกตั้ง เพียงแต่ศาลนั้นกำหนดเงื่อนไขว่า พระราชกฤษฎีกาที่กำหนดวันเลือกตั้งใหม่มีผลเมื่อไหร่นั้น ให้เลือกตั้งภายใน 60 วันหลังจากนั้น อันนี้ปี 49 นะครับ ผมต้องพูดอันนี้เพราะว่าเมื่อวานนี้เข้าใจว่ามี กกต. ท่านหนึ่งไปบอกว่าถ้าต้องตราพระราชกฤษฎีกาใหม่นั้น ต้องเป็นภายใน 60 วันนับจากวันที่ศาลคือวันนี้ แล้วก็ไปสรุปว่ามันจะเป็นก่อน 18 พ.ค. ถ้าไปดูปี 49 ไม่เป็นเช่นนั้นนะครับ
ถ้าไปดูปี 49 คุณทักษิณไปคุยกับ กกต. แล้วเห็นว่า เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นธรรม มีเวลา พูดง่ายๆ ก็คือให้สถานการณ์การเมืองมันปรับตัวได้ ก็เห็นสมควรจะไปเลือกตั้งในเดือน ต.ค. ทีนี้การจะเลือกตั้งในเดือน ต.ค. นั้น มันต้องอยู่ใน 60 วัน เมื่อพระราชกฤษฎีกาใหม่มีผลใช้บังคับ เขาก็นับถอยหลังมามันก็เป็น สิงหาคม แต่ว่าคุณทักษิณ กับ กกต. นั้นใช้เวลาหารือกันจากวันที่ศาลตัดสินไปอีกประมาณเดือน ก.ค. เพราะฉะนั้นถ้าดูเส้นเวลาปี 49 เลือกตั้งโมฆะ ศาลตัดสิน พ.ค. ก.ค. ออกพระราชกฤษฎีกาใหม่ กฤษฎีกาใหม่นี้ไม่ได้มีผลทันทีให้มีผล ส.ค. แล้วนับไปไม่เกิน 60 วัน ไปเลือกตั้ง ต.ค.
ผมหยิบประเด็นนี้ขึ้นมาเพราะผมคิดว่า ถ้าวันนี้การเลือกตั้งถูกตัดสินว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบ แน่นอนที่สุดต้นเหตุอาจจะมีประเด็นข้อกฎหมายข้อใดข้อหนึ่ง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันก็สืบเนื่องมาจากสถานการณ์ทางการเมือง ความไม่ปกติของสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้น ผมกำลังจะบอกว่าการจะทำให้การเลือกตั้งไม่มีปัญหาเช่นนี้อีก มันก็ต้องไปแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุก็คือ การจะต้องหาคำตอบทางการเมือง ที่เราคุยกันมาเป็นเวลา 2 - 3 สัปดาห์แล้วว่าจะทำอย่างไรให้การเลือกตั้งนั้นเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายให้มันเดินได้
ดังนั้นในความเห็นของผม ถ้าการเลือกตั้งไม่ชอบ และผมก็มั่นใจว่าถ้าศาลสั่งเช่นนั้น ศาลก็ต้องบอกว่าให้ กกต. กับรัฐบาล ไปปรึกษาหารือเพื่อแก้ไขพระราชกฤษฎีกา ผมบอกตรงนี้มันเป็นโอกาสที่จะเปลี่ยนเส้นทางการเมืองจากสภาพในปัจจุบัน นั่นก็คือว่า ในกระบวนการการหารือกำหนดวันเลือกตั้งใหม่นี้ ควรที่จะได้มาพยายามแก้ปัญหาที่ต้นเหตุว่าทำอย่างไรให้การเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ อย่าไปใช้วิธีว่า คุยกันเอง กกต. รัฐบาล เอาวันนี้ก็แล้วกัน เอาวันนั้นก็แล้วกัน แล้วก็ไปเสี่ยงดวงเอาว่า การเลือกตั้งมันจะเรียบร้อยกว่าครั้งที่ผ่านมา”
พิธีกรถามว่า ในสมัยปี 2549 ก่อนจะออกพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งใหม่ มีการคุยกับทุกฝ่ายก่อนหรือไม่
“มีครับ ในตัวพระราชกฤษฎีกาที่แก้ไขเพิ่มเติมวันเลือกตั้งเมื่อปี 2549 อันนี้ไปอ่านดูได้ เขาจะมีการเท้าความว่า ได้เกิดได้มีการยุบสภา ให้มีการเลือกตั้ง มีคนไปร้องให้การเลือกตั้งนั้นไม่ชอบ ศาลตัดสินว่าการเลือกตั้งไม่ชอบ แล้วก็เมื่อศาลตัดสินว่าการเลือกตั้งไม่ชอบแล้วก็ได้กำหนดว่าต้องไปตราพระราชกฤษฎีกาแก้ไขวันเลือกตั้ง ให้รัฐบาล กกต. ไปคุยกัน รัฐบาล กกต. ไปคุยกัน ได้มีการปรึกษาหารือกับทุกฝ่าย แล้วก็ทุกฝ่ายก็เห็นว่าเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งที่จะมีความเป็นธรรม ทุกฝ่ายมีเวลาในการเตรียมตัวอะไรต่างๆ ได้นั้น ก็ให้กำหนดวันเลือกตั้งในวันที่ 15 ต.ค. ดังนั้นก็ให้พระราชกฤษฎีกานี้ต้องมีผลเป็นระยะเวลาภายใน 60 วันตรงนั้น นี่คือการเท้าความจากพระราชกฤษฎีกาเมื่อปี 49 ผมก็เชื่อว่าแนวทางมันก็คงไม่หนีกันนะครับ ถ้าจะปฏิบัติ”
พิธีกร ถามว่า ดังนั้นปี 49 ก็มีการคุยกับพรรคประชาธิปัตย์ด้วย
“กกต. ก็มีการปรึกษากับทุกพรรค”
พิธีกรถามว่า หากใช้ปี 49 เป็นบทเรียน ปีนี้ก็จะต้องมีการพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งเหมือนกันใช่หรือไม่
“ผมก็มองว่าต้องทำอย่างนั้น ถ้าไม่อย่างนั้นผมก็ถามว่า จะชี้นิ้วบอกว่าเอาเลือกตั้งวันนี้ แล้วไม่มีการพูดคุยกันเลย เพื่อหาทางออก มันจะแก้ไขสถานการณ์ได้หรือไม่ เราก็ไม่ควรที่จะไปเอาประเทศเข้าไปอยู่ในภาวะที่ยังมีแต่ความไม่แน่นอน งัดกันไปกันมาอยู่”
พิธีกรถามว่า ไม่ว่าการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมาอย่างไร ปัญหาก็ยังไม่จบใช่หรือไม่
“ผมมองอย่างนั้น แล้วก็พูดอย่างนั้นมาโดยตลอดว่า อย่างน้อยเราได้ข้อยุติในเชิงข้อกฎหมาย และเราก็มีบทเรียน หรือมีความชัดเจนขึ้นในสภาพของปัญหา แล้วเราก็อย่างน้อยก็ลบล้างข้ออ้าง หรือข้อแก้ตัว หรือเหตุผลของบางฝ่ายได้ เช่น ถ้าศาลบอกว่าการเลือกตั้งมันชอบ อย่างนี้พวกคนที่เคยมาบอกการเลือกตั้งมันไม่ชอบ ก็ต้องยอมรับ ถูกมั้ยครับ แต่ถ้าศาลบอกการเลือกตั้งไม่ชอบ ก็เช่นเดียวกัน คนที่เคยมายืนยัน นั่งยัน นอนยันว่ามันไม่มีอะไรผิด ก็ต้องยอมรับแล้วว่ามันผิด ส่วนมันผิดเพราะอะไรก็ต้องไปดูเหตุผลที่ศาลให้ แล้วจะได้ไปแก้ไขกัน ดูเหมือนว่าหากผลออกมาในเชิงโมฆะ จะมีโอกาสถึงทางออกมากกว่าหรือไม่ เพราะอย่างน้อย กกต. รัฐบาลก็ต้องเอาหลายๆ ฝ่าย รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์มานั่งพูดคุยกันว่าถ้าจะจัดการเลือกตั้งใหม่จะต้องทำอย่างไร
“คือผมถึงใช้คำว่า การตัดสินในแต่ละคดี เพราะมันจะมีอีกหลายคดีที่จะตัดสิน มันให้คำตอบบางส่วน มันไม่อาจเป็นคำตอบทั้งหมดได้ แต่อยู่ที่ว่าฝ่ายต่างๆ จะใช้มันไปหาคำตอบหรือไม่ เพราะฉะนั้นมันก็คือเป็นเพียงแค่เปิดโอกาสให้มีการร่วมกันแสวงหาคำตอบ แต่ว่าจะได้คำตอบหรือไม่นั้นก็ไม่ได้อยู่ที่ศาลแล้วถูกหรือไม่ ผมเทียบเคียงให้เห็นว่า เหมือนกับก่อนวันเลือกตั้งที่ 2 ก.พ. ศาลเคยบอกว่าถ้ามันมีปัญหา ก็สามารถเลื่อนการเลือกตั้งได้ ไปออกพระราชกฤษฎีกา ไปคุยกัน ผมว่าตรงนั้นก็เป็นคำตอบ แต่เป็นคำตอบประเด็นเดียว แล้วก็เป็นการเปิดโอกาสให้ไปหาคำตอบสำหรับสถานการณ์ แต่ปรากฎว่ารัฐบาล กับ กกต. โดยเฉพาะรัฐบาล ไม่ยอมที่จะใช้ตรงนั้นเป็นคำตอบ อยากจะได้สิ่งที่ตัวเองต้องการก็เดินดุ่ยๆ ไป สุดท้ายก็มาถึงสถานการณ์วันนี้ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะเรียกร้องว่า วันนี้เมื่อออกมาอย่างไรแล้วก็ตาม ก็ยังจำเป็นที่จะต้องมีกระบวนการที่จะต้องช่วยกันหาคำตอบทางการเมืองร่วมกันอยู่ดี”
การพูดคุยหลังมีคำวินิจฉัยของศาล ถ้ากลับสู่สภาพเดิม รัฐบาลบีบบังคับกกต. ให้จัดการเลือกตั้งให้เร็วที่สุด กกต.กังวลปัญหาเก่ายังไม่จบ ขณะที่คุณสุเทพ ประกาศว่าต้องปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง เรื่องก็ยังไม่จบ
“ผมถึงบอกไงครับว่า ถ้ามันไม่มีกระบวนการทางการเมืองมาช่วยหาคำตอบ มันไม่จบหรอกครับ มันได้คำตอบทางกฎหมายเฉพาะเรื่อง เพราะฉะนั้นผมก็เข้าใจว่าคุณสุเทพก็ไม่ได้ปิดทางคุย ก็เคยบอกมาแล้วว่า พร้อมจะคุย แต่ว่าต้องเปิดเผย แล้วก็ไมใช่คุยกับคนที่ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ คุยกันก็ได้ แล้วก็คุยกันเปิดเผยเพื่อจะรู้ว่าประชาชนซึ่งเป็นตัวการ ที่คุณสุเทพเป็นตัวแทนนั้น จะได้มั่นใจว่าไม่ใช่คุณสุเทพไปตกลงอะไร หรือไปพูดอะไรซึ่งไม่ได้เป็นความต้องการของประชาชนที่เขาออกมาแสดงออกในการชุมนุมครั้งนี้ ตอนนั้นนายกฯ ก็ตั้ง 2 เงื่อนไขใช่มั้ย 1. เขาก็ตั้งเงื่อนไขว่า เลือกตั้งให้เสร็จก่อน วันนี้มันชัดแล้วนี่ครับว่าเลือกตั้งนี้มัน ถ้าเกิดสมมติว่ามันโมฆะ ก็คือมันไม่เสร็จ เพราะฉะนั้นเรื่องเงื่อนไขนี้นายกฯ ก็ตั้งไม่ได้แล้ว 2. ตอนนั้นนายกฯ ก็ตั้งเงื่อนไขว่า คุณสุเทพต้องกลับบ้าน ผมเข้าใจว่าวันที่พูดนั้น มันเป็นสภาวะที่เราเรียกว่า Shutdown แต่วันนี้การชุมนุมอยู่ในสวนลุม ไม่ได้มีการ Shutdown คำถามก็คือว่า ตกลงนายกฯ จะพยายามหาทางออกด้วยการมาคุยมั้ย เพราะว่าผมก็มองว่า เข้าใจว่าคุณสุเทพก็ยังคุยได้อยู่ ไม่ได้มีปัญหาอะไร”
พิธีกรถามว่าฟังจาก ร.ต.อ.เฉลิมพูดแล้ว เหมือนกับเป็นสัญญาณที่ พ.ต.ท.ทักษิณส่งผ่านมาว่า จะยอมให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ เพื่อมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ และให้พรรคประชาธิปัตย์มาลงเลือกตั้งด้วย เพราะมั่นใจว่าจะเลือกตั้งกี่ครั้งก็ยังจะได้รับชัยชนะอยู่ คุณอภิทธิ์ มองอย่างไร
“1. สมมติฐานของพิธีกรเยอะมากนะว่าทักษิณอยากจะพูดผ่านคุณเฉลิมนั้น ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจนะ 2. สมมติฐานที่บอกว่ายังไงก็เลือกตั้งชนะ อันนี้ผมไม่แน่ใจอยู่แล้ว แต่จะอย่างไรก็ตาม ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนั้น ประเด็นของการไม่ลงเลือกตั้งของพรรคประชาธิปัตย์นั้น มันไม่ได้เกิดขึ้นจากความอยาก หรือไม่อยากของพรรค มันไม่ได้เกิดขึ้นว่าจะต้องถูกบังคับให้ทำอย่างหนึ่งอย่างใด แต่ประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา เพราะเห็นได้ชัดว่าประชาชนจำนวนมาก มองว่าการเลือกตั้งที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเงื่อนไขหลายเรื่อง หลายราวนี้ มันไม่อาจแก้ปัญหาให้กับประเทศได้ เขาก็จึงมีการเรียกร้อง แล้วก็การตัดสินใจของที่ประชุมในวันนั้น ก็มาจากสมาชิกพรรค และสาขาพรรคที่ได้ส่งความเห็นขึ้นมา ซึ่งค่อนข้างจะเป็นเอกฉันท์
ฉะนั้นวันนี้การตัดสินใจเราก็ยังจะต้องอยู่บนพื้นฐานเดิมว่า ทำอย่างไรให้การเลือกตั้งมันเป็นคำตอบ เพราะฉะนั้นเราก็จึงเสนอว่า ก่อนที่พรรคฯ จะให้คำตอบได้ว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่นั้น รัฐบาลกับผู้ที่มีการชุมนุมเรียกร้องอยู่นี้ จะต้องไปทำให้เกิดสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการเลือกตั้งที่ทุกฝ่ายยอมรับ เพื่อที่จะให้เกิดกระบวนการเดินหน้าได้อย่างราบรื่น ผมบอกว่าหลายคนพยายามจะอ้างว่า ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ลงเลือกตั้งไปคราวที่แล้ว ทุกอย่างจะเรียบร้อย ไม่จริง
ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ลงสมัครรับเลือกตั้งไปคราวที่แล้ว การชุมนุมประท้วง อย่างเห็น กปปส. ทำมา ก็จะมีการดำเนินการอย่างที่ทำมา 100% เพราะว่ากลุ่มคนต่างๆ เหล่านั้นเขาก็จะไม่มาเห็นด้วยกับการไปดำเนินการในเรื่องการเลือกตั้ง ส่วนวันนี้สถานการณ์จะเป็นอย่างไร ข้อเรียกร้องจะได้รับการตอบสนองมากน้อยแค่ไหน นี่คือประเด็นที่จะเป็นตัวกำหนดว่า พรรคประชาธิปัตย์นั้นควรจะตัดสินใจอย่างไร ไม่ใช่เรื่องของคุณทักษิณ ไม่ใช่เรื่องของคุณเฉลิม ที่จะมาเที่ยวท้าหรืออะไรก็ตาม”
พิธีกรถามว่า นิด้าโพลสำรวจเรื่องการเลือกตั้ง สว. 85% คนยังไม่ตัดสินใจจะเลือกใคร 15% ไม่อยากไปเลือกตั้ง จะเห็นว่าขนาดการเลือกตั้ง สว. ดูยังไม่มีบรรยากาศในการใช้สิทธิ์เลือกตั้ง
“นี่คือสิ่งที่เราพยายามจะบอกกับทาง กกต. และรัฐบาล ว่าต้องมาแก้ปมตรงนี้ให้ได้ แล้วก็พรรคประชาธิปัตย์พร้อมที่จะร่วมมือในการช่วยแก้บ แต่ว่าต้องมีความจริงใจในการที่จะแก้”
พิธีกรถามว่า ดังนั้นพรรคประชาธิปัตย์จะลงสมัครรับเลือกตั้งก็ต่อเมื่อบ้านเมืองสงบเรียบร้อย มีบรรยากาศการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมใช่หรือไม่
“คือผมถามว่าถ้าลงไป กระบวนการของการคัดค้านการเลือกตั้งยังรุนแรง แถมฝ่ายรัฐบาลเองยังมีการใช้ความรุนแรงข่มขู่ คุกคาม ทั้งคนที่คัดค้าน และพรรคฝ่ายค้านเดิมด้วยนี้ มันก็ไม่มีทางบที่การเลือกตั้งจะมีคำตอบได้ ทุกวันนี้พวกผมก็ยังถูกข่มขู่ คุกคามกันอยู่ พฤติกรรมนี้ก็ยังไม่หยุด แล้วก็เวลาเราถูกข่มขู่ คุกคาม ก็ไม่มีการดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้นจากภาครัฐ ในการที่จะมาป้องปรามแก้ไขปัญหาให้กับเรา ยกเว้นเจ้าหน้าที่บางส่วนซึ่งเขามีความตระหนักในหน้าที่ของเขา แล้วก็อยากจะเห็นความสงบเรียบร้อยก็มีบางส่วน แต่ไม่มีนโยบายของรัฐบาลเลยในการที่จะทำเรื่องเหล่านี้”
พิธีกรถามว่า กฎหมายพรรคการเมืองที่บอกว่า พรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ถ้าไม่ส่งผู้สมัคร 2 ครั้งในช่วงห้วงระยะเวลา 8 ปี พรรคประชาธิปัตย์จะทำอย่างไรกับเรื่องนี้
“ถ้าการเลือกตั้งครั้ง 2 ก.พ. มันไม่ชอบ มันก็ไม่ใช่เป็นการเลือกตั้ง ถ้ามันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มันก็ไม่ใช่การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ”
พิธีกรถามว่า คุณอภิสิทธิ์มองการดำเนินคดีของภาครัฐในตอนนี้ อย่างคดีของฝ่ายมวลชน กลับไม่มีความคืบหน้า การมีกระบวนการยุติธรรมแบบนี้จะทำให้เกิดการยอมรับได้อย่างไร
“ก็ไม่ได้ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมข้อเรียกร้องเรื่องการที่จะต้องมีการปฏิรูป ข้อเรียกร้องต่างๆ ที่มันเป็นความอึดอัดของประชาชนมันยังเกิดขึ้นอยู่ และผมถึงบอกว่า ถ้านายกรัฐมนตรีและรัฐบาลมีความจริงใจที่จะคลี่คลายปัญหา มันต้องเริ่มจากการยอมรับฟังข้อขัดข้องเหล่านี้ และมาแสดงความจริงใจในการจะแก้ไขปัญหา ไม่ใช่อาจจะเป็นผู้กระทำเสียเอง สนับสนุนสียเเอง แล้วก็ใช้แต่เรื่องของอำนาจ กับการท้าทายเท่านั้นเองแล้วนี่ไงครับ ผมถึงบอกว่าแล้วอย่างนี้ใครจะมีความคาดหวังได้ว่าการเลือกตั้งจะมีความเป็นธรรม เพราะแม้แต่ กกต. จะเป็นผู้ที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง แต่กลไกที่ กกต. ต้องพึ่งพา ก็คือเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งสิ้น”
พิธีกรถามว่า มองได้หรือไม่ว่าศาลถูกใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายผู้มีอำนาจรัฐ ไล่ล่าฝ่ายต่อต้านรัฐ
“ในที่สุดแล้วมันจะต้องไปจบลงที่ศาลเรื่องราวต่างๆ แต่วันนี้เราก็ไม่รู้ว่าที่ศาลจะจบลงอย่างไร ผมก็ยืนยันว่า ผมก็ถูกกระบวนการกลั่นแกล้ง อย่างกรณีคดีเรื่องของเหตุการณ์ปี 53 ผมก็ต้องฟ้องทางอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งตรงนั้นไม่เป็นไร ก็ไปว่ากันในทางกฎหมาย แต่กระบวนการทางการเมืองที่ดำเนินกันอยู่อย่างนี้คือกระบวนการที่สากลเขาก็จะถือว่าเป็นการใช้เครื่องมือกลั่นแกล้งทางการเมืองให้เกิดความไม่เป็นธรรม และตรงนี้คือเงื่อนไขที่มันทำให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้ ถ้ามันยังไม่มีความเป็นธรรมในลักษณะนี้ มันจึงไม่เป็นที่ยอมรับ
พิธีกรถามว่า ด้านหนึ่งในแก๊งตัว พ. ออกมาพูดว่า การจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ กกต. ต้องออกมารับผิดชอบ เพราะกกต. ไม่เต็มใจทำหน้าที่ และ นายคณิน ก็ระบุว่า กกต. ต้องถูกดำเนินคดีชดใช้ค่าเสียหาย กปปส. ประชาธิปัตยก็ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ด้วย เป็นความพยายามโยนความรับผิดชอบให้คนอื่นใช่หรือไม่
ความรับผิดชอบนี้ ก็ต้องไปไล่จากประเด็นที่ว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญเพราะอะไร ผมก็บอกว่าต้องรอดูคำวินิจฉัยของศาลเสียก่อน ก่อนที่จะมาชี้ เพราะว่าที่ใครก็ตามไปโยนใส่ กกต. นั้น อย่าลืมนะครับว่ามันก็มีช่วงนึงที่ กกต. เขาเสนอทางออกเพื่อจะแก้ไข เพราะเขามองเห็นว่ามันน่าจะไม่ชอบ ถูกมั้ยครับ แล้วเสร็จแล้ว รัฐบาลเป็นคนปฏิเสธเขา เพราะฉะนั้นถ้าเกิดประเด็นความไม่ชอบนี้มันก็คือสิ่งที่กกต. เคยเตือนรัฐบาลแล้วรัฐบาลไม่ทำ ผมก็ถามสามัญสำนึกว่าใครควรจะรับผิดชอบล่ะครับ ถ้าอย่างนั้น ส่วนการที่มีใครก็ตามไปทำผิดกฎหมาย คือขัดขวางการเลือกตั้งนั้นเขารับผิดชอบอยู่แล้วขณะนี้ เพราะเขาถูกดำเนินคดี
พิธีกร ถามว่าหลังจากมีผลคำวินิจฉัยออกมา จะมีกระบวนการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายตามมาหรือไม่
“ยังไม่ทราบหรอกครับ ผมตอบไม่ได้ ผมเข้าใจว่าเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 49 หลังจากที่มีการวินิจฉัยมาว่าเป็นการเลือกตั้งไม่ชอบ ก็ไม่ได้มีประเด็นเรื่องนี้นะครับ ผมจำไม่ได้ว่ามีใครไปชดใช้ค่าเสียหายนะครับ”
พิธีกรถามว่า แต่มีการดำเนินคดีอาญากับ กกต.
“อันนั้นเป็นเรื่องการทำผิดอาญาไงครับ เพราะฉะนั้นผมก็บอกว่าวันนี้ใครทำผิดกฎหมาย เขาก็ถูกดำเนินคดีอยู่แล้วครับ”
พิธีกรถามว่า คอลัมน์แม่ลูกจันทร์ โทษคนแก่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เพราะคนแก่เสพติดอำนาจ ไม่รู้จักปล่อยวาง
“คุณยิ่งลักษณ์แก่มั้ย คุณทักษิณแก่มั้ย ผมก็อยากจะบอกว่าเจตนาก็คงจะอย่างที่ผมบอก คอลัมน์นี้บางทีก็เหมือนกับรับธงใครมา ผมก็เอาละว่าไปเถอะ เพราะผมไม่รู้ว่าหมายถึงใคร แต่ว่า 20 ล้านที่ผมติดใจ ที่บอกคนแก่ 9 คน กำลังจะตัดสินซึ่งจะทำให้การแสดงเจตนาของคน 20 ล้านคนเสียไป มันจะ 20 ล้านได้อย่างไรครับ ใน 20 ล้านคน มีอย่างน้อย 6 ล้านคนที่เขาบอกเขาไม่มีใครให้เลือกเลย หรือไม่อยากจะเลือกใครเลยที่ลงสมัครครั้งนี้ เขาก็ไปแสดงความไม่พอใจกับสภาพการเลือกตั้ง ด้วยการไปลงคะแนนตั้ง 6 ล้านคน แล้วก็มีอีกประมาณ ถ้าคิดอย่างเป็นธรรม ก็ประมาณอีก 12 - 13 ล้านคนที่เขาเคยไปเลือกตั้งกันทุกครั้งๆ แล้วคราวนี้เขาก็ไม่ไป เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจ รวมไปแล้วเป็นประมาณ 18 - 19 ล้านคน ในขณะที่มีเพียง 14 ล้านคนที่ไปเลือกพรรคการเมือง เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่ ถ้าตัดสินอย่างนี้ไม่ใช่ว่า 9 คนตัดสินสวนทางกับ 20 ล้านครับ 9 คนตัดสินสอดคล้องกับ 19 ล้าน แต่สวนทางกับ 14 ล้านครับ”
พิธีกรถามว่า 7 ม.ค. ปปช. ส่งเรื่องให้รัฐบาลทบทวนยกเลิกการรับจำนำมันสำปะหลัง ปี 54/55/56 ที่เอื้อ บ.เอกชนมากกว่าช่วยเหลือเกษตรกร
“มันสำปะหลังนี้เราก็เคยได้มีการชี้ประเด็นให้เห็นว่ามีการดำเนินการพูดถึงเรื่องของการจำนำมันสำปะหลัง ปรากฎว่ามีการประกาศแต่ไม่มีการดำเนินการตามโครงการอยู่เป็นช่วงเวลานาน ต่อมาทำให้บรรดาพ่อค้า หรือลานมัน ได้มีการนำเอา ซื้อมันของเกษตรกรเข้าไปในราคาที่ไม่ใช่ราคาจำนำ เพราะโครงการจำนำไม่เริ่มสักที เสร็จแล้วก็ทำให้เกษตรกรเดือดร้อน คือคนที่ยังไม่ได้ขายนั้นก็เดือดร้อนว่า ตกลงจะจำนำเมื่อไหร่ เสร็จแล้วรัฐบาลก็บอกว่าจำนำนั้นจะเริ่มแล้วแต่ปัญหาก็คือว่ามันไม่มีที่ เนื่องจากว่ามีมันอยู่ในสต็อคเยอะแล้ว รัฐบาลก็เลยไปซื้อสต็อคมันเหล่านั้นออกมาเพื่ออ้างว่าจะได้มีที่ที่จะเก็บซื้อมันที่ออกมาจากเกษตรกรใหม่ แต่ไปซื้อในราคาที่เป็นราคาจำนำ ผมเข้าใจว่าอย่างนั้น เพราะฉะนั้นสรุปก็หมายความว่าตอนนั้นที่เราอภิปรายกันก็คือ รัฐบาลก็เท่ากับเอาเงินที่เกษตรกรชุดแรกที่ขายมันเข้าไปควรจะได้ กลับไปให้กับพ่อค้าหมด ผมไม่แน่ใจว่าเป็นประเด็นนี้หรือเปล่า”
พิธีกรถามว่า เท่ากับว่าโครงการที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือเกษตรกรอาทิ มันสำปะหลัง ข้าว ยางพารา ข้าวโพด มีปัญหาทุกตัว
“ครับ มีครับ เราก็เคยชี้มาหลายครั้งแล้วละครับ”





