ถ้าผู้ชุมนุมมีจำนวนมาก สถานการณ์รุนแรงจะเกิดน้อย ถ้าผู้ชุมนุมเริ่มลดน้อย ก็จะเสี่ยงเกิดความรุนแรงมากขึ้น
จังหวะนี้ต้องเรียกว่า "นับถอยหลัง" แล้ว สำหรับการนั่งในตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ของ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร
ล่าสุดมีข่าวจากเลขาธิการนายกรัฐมนตรีว่าจะให้สลับตำแหน่งกับ ถวิล เปลี่ยนศรี ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ ภายหลังรัฐบาลแพ้คดีถวิลในศาลปกครอง ทำให้ต้องคืนตำแหน่งเลขาธิการ สมช.ให้ และผลกระทบก็เกิดกับเลขาธิการ สมช.คนปัจจุบันอย่าง พล.ท.ภราดร ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ผู้ที่ก่อปัญหาโดยตรง เพราะ พล.ท.ภราดร ไม่ได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สมช.ต่อจากถวิล หรือได้ตำแหน่งเพราะถวิลโดนย้าย
แต่เมื่อมีโอกาสได้พบ พล.ท.ภราดร เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าเจ้าตัวยังมีสีหน้ายิ้มแย้ม และอาจจะฮัมเพลง "ปล่อยให้มันเป็นไป" อยู่ในใจเสียด้วยซ้ำ...ใครจะรู้
พล.ท.ภราดร นับเป็นเลขาธิการ สมช.ขวัญใจนักข่าวจำนวนไม่น้อย เพราะมีบุคลิกเข้าถึงง่าย ให้สัมภาษณ์ง่าย แม้หลายครั้งจะถูกวิจารณ์ว่าพูดมากเกินไป แต่เจ้าตัวเคยแย้มพรายให้ฟังว่า เป็นยุทธวิธีการทำงานในยุคข้อมูลข่าวสารล้นทะลัก ฉะนั้นแทนที่จะเป็นผู้ตามแก้ข่าว เลขาฯสมช.ขอเป็นผู้นำในการให้ข่าวเสียเอง กลายเป็นผู้กำหนดวาระข่าว ทั้งยังเพื่อลดแรงกระแทกระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายต่างๆ ด้วยวิธีการแบบนี้ดีหรือไม่ดี เหมาะสมหรือไม่เหมาะสม ย่อมขึ้นกับวิจารณญาณของแต่ละคน
แต่ในจังหวะของการ "นับถอยหลัง" บนเก้าอี้เลขาธิการ สมช. และอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ให้สัมภาษณ์ยาวๆ แบบนี้ก่อนเก็บข้าวของ พล.ท.ภราดร นั่งวิเคราะห์สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองกับ "กรุงเทพธุรกิจ" โดยเน้นที่การถอดรหัส "กลุ่มฮาร์ดคอร์" ซึ่งยังคงมีอยู่ และพยายามสุมไฟการเมืองให้เดินสู่จุดแตกหัก
"หน้าใหม่"ป่วนเมือง
"สถานการณ์การชุมนุมยังคงล่อแหลม กลุ่มบุคคลที่ใช้ความรุนแรงยังคงมีเพิ่มเติมเรื่อยๆ และเป็นพวกหน้าใหม่ ทำให้ยากต่อการสืบสวนสอบสวน ที่ผ่านมาเราได้เป้าหมายหนึ่ง แต่หาร่องรอยต่อไปไม่ได้ อีกทั้งบางรายก็ปฏิบัติการแบบอิสระ" เป็นคำอธิบายของ พล.ท.ภราดร ถึงสถานการณ์ความรุนแรงในช่วงการชุมนุมทางการเมืองที่ผ่านมา ซึ่งหลายฝ่ายวิจารณ์ว่ารัฐบาล "ไร้น้ำยา" หรือไม่ก็ "เกียร์ว่าง" เพราะจับกุมคนร้ายแทบไม่ได้เลย
เมื่อถามว่า "หน้าใหม่" คือใคร พล.ท.ภราดร ตอบว่า เป็นพวกเห็นต่างทางการเมือง และส่วนใหญ่จะอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล คนพวกนี้คิดว่าต้องใช้ความรุนแรงเท่านั้นจึงจะบรรลุเป้าหมาย ถ้าไม่รุนแรงก็ไปไม่ถึง ฉะนั้นถ้ามีโอกาสก็จะทำ โดยแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม ถ้ามีจังหวะทางยุทธวิธีก็จะปฏิบัติการทันที
จากฐานข้อมูลการสืบสวนสอบสวน พบว่ารากเหง้ามาจากความขัดแย้งเดิม แล้วขยายผลต่อมา คนที่ก่อเหตุในครั้งนี้ เมื่อสืบไปถึงระดับบุคคล กลับไม่พบประวัติอาชญากรรม เพราะเป็นคนใหม่ ทำให้ยากต่อการสอบสวนหรือแกะเบาะแส เพราะไม่เชื่อมโยงกับขบวนการอื่น หรืออาจเป็นได้ว่าขบวนการที่เคยทำงานแบบนี้ไปหาคนที่ไม่มีประวัติมาทำ
"พวกนี้ไม่ใช่ กปปส. ไม่ใช่เนื้อเดียวกับ กปปส. เป็นกลุ่มเห็นต่าง แต่เชื่อในยุทธวิธีรุนแรง และทำกับทุกฝ่าย ทั้งผู้ที่เห็นด้วยกับรัฐบาลและไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล เขาหวังสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความรุนแรง ให้รัฐบาลใช้กำลังจัดการ แต่ถ้าไม่ได้ผล ก็บอกว่ารัฐบาลหน่อมแน้ม จับกุมใครไม่ได้ ถ้ารัฐบาลจับกุมได้ หรือเริ่มจับทางได้ ก็จะปฏิบัติการข่าวสารโต้กลับว่ารัฐบาลเป็นฝ่ายทำ ถือว่ารัฐบาลโดน 2 เด้ง"
วางเกมป้ายสี
พล.ท.ภราดร เชื่อว่า ทั้งหมดนี้เป็นแผนซึ่งตระเตรียมกันมา เป็นการปฏิบัติตามทฤษฎีที่คิดไว้ก่อนแล้ว"ถ้าผู้ชุมนุมมีจำนวนมาก สถานการณ์รุนแรงจะเกิดน้อย ถ้าผู้ชุมนุมเริ่มลดน้อย ก็จะเสี่ยงเกิดความรุนแรงเพื่อป้ายสีรัฐบาลมากขึ้น เนื่องจากเป็นทางเดียวที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย เหมือนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเป็นการสร้างสถานการณ์ป้ายสีรัฐ ไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไรขึ้น ป้ายสีรัฐไว้ก่อนเลย จากนั้นก็รอดู ถ้ารัฐจับไม่ได้ ก็ด่าว่ารัฐคุ้มครองความปลอดภัยให้ไม่ได้ แต่ถ้ารัฐจับผู้ก่อเหตุได้ ก็อ้างว่าเป็นการจับแพะ และการก่อเหตุรุนแรงก็ไม่สนว่าเป้าหมายเป็นฝ่ายใด ก่อได้หมด"
พล.ท.ภราดร บอกว่า สมช.และรัฐบาลเข้าใจทฤษฎีนี้ จึงต้องเข้มแข็งมากๆ ไม่ปฏิบัติไปตามเกมที่ถูกยั่ว และการวางแผนรับมือต้องเข้าใจ
"ทีแรกพวกนี้จะไปอยู่ในกลุ่มที่นิยมความรุนแรงด้วยกันก่อน จากนั้นก็สยายปีกไปอยู่ในกลุ่มอื่นๆ สถานที่ชุมนุมแห่งอื่นๆ คือไปช่วยในจุดอื่นๆ ด้วย เราจึงส่งสัญญาณไปยังผู้ชุมนุมว่าอย่าเคลื่อนที่ เพราะการเคลื่อนที่เท่ากับเปิดโอกาสให้พวกใช้ความรุนแรง เป็นการสร้างเงื่อนไข ทั้งเงื่อนไขหลักและเงื่อนไขรองต่างๆ เช่น รถติด คนเดือดร้อน ค้าขายไม่ได้ ล้วนเป็นชนวนให้เกิดความรุนแรง และคนพวกนี้ก็สวมรอยก่อเหตุ ใช้คนน้อยที่สุด และสิ้นเปลืองน้อยที่สุด"
"หรืออย่างกองกำลังป๊อปคอร์น (ชายฉกรรจ์สวมหมวกไอ้โม่งใช้อาวุธสงครามคลุมด้วยถุงข้าวโพดที่แยกหลักสี่ เมื่อ 1 ก.พ.57) ชัดเจนว่าสนับสนุนผู้ชุนม ทำให้เกิดความรุนแรง ให้รัฐระงับยับยั้งและกระทำเกินกว่าเหตุ จะได้นำไปเป็นข้ออ้าง ถ้าไม่สัมฤทธิ์ผลก็ตำหนิว่ารัฐไร้สมรรถภาพ ทั้งหมดเป็นทฤษฎี เป็นเกมที่วางมา คนพวกนี้มีจำนวนไม่เยอะ แต่มีประสิทธิภาพ มีประสบการณ์ ปฏิบัติการแล้วไม่ทิ้งร่องรอย ต้องเป็นคนในเครื่องแบบหรือไม่ก็รับการฝึกฝนจากคนในเครื่องแบบ"
"แดง"ไม่มีอาวุธ
เมื่อถามว่าพวกที่ใช้ความรุนแรงมีกลุ่มสนับสนุนรัฐบาลด้วยหรือไม่ และฝ่ายไหนมีมากกว่า พล.ท.ภราดร บอกว่า กลุ่มสนับสนุนรัฐบาลก็มีเป็นพวกไม่อดทนอดกลั้น ก็ไปดำเนินการเอง รัฐบาลไม่รู้เรื่องด้วย แต่พวกนี้ไม่ใช้อาวุธ มีแต่ความคิด ไม่มีจับอาวุธ ส่วนพวกก่อความรุนแรงที่ใช้อาวุธมักรอจังหวะอยู่ในที่ชุมนุม ถ้าให้เทียบกันต้องบอกว่าส่วนใหญ่เป็นพวกที่แฝงตัวอยู่ในผู้ชุมนุมมากกว่าแม้จะแกะที่มาที่ไปได้ยาก เพราะผู้ก่อเหตุเป็นคนหน้าใหม่ แต่ พล.ท.ภราดร ก็ยอมรับว่าต้องมี "คนมีสี" เกี่ยวข้องแน่นอน
"คนที่กระทำต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผ่านการฝึกมา ระเบิดบางชนิดต้องถอดสลัก 2 ชั้น แต่การก่อเหตุบางครั้งเขาไม่ถอด เพราะต้องการแค่ขู่ อย่างนี้ต้องมีความชำนาญในการใช้ และเป็นผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นไปได้ 2 อย่าง คือ ร่วมปฏิบัติด้วย หรือร่วมฝึกสอน ที่ผ่านมาเราได้เป้าหมายหลายคน แต่เป็นพวกปฏิบัติ อย่างคนที่ปาระเบิดที่เวทีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เราก็รู้ตัว ตอนนี้หนีไปต่างประเทศแล้ว แต่ไม่ได้ยึดโยงกับใคร เพราะไม่มีเครือข่าย"
ส่วนกลุ่มที่ใช้เครื่องยิงลูกระเบิดแบบเอ็ม 79 นั้น พล.ท.ภราดร บอกว่า ถือเป็นข้อจำกัดในการระวังป้องกันการนำอาวุธชนิดนี้มาใช้ เพราะประเทศเพื่อนบ้านเรามีสงคราม พอสงครามจบ ก็มีขบวนการค้าอาวุธเถื่อน หาได้ไม่ยากตามแนวชายแดน คนที่ทำมีความรู้เรื่องนี้ รู้ช่องทางธรรมชาติ รู้เส้นทางเข้าออก แต่คนที่ติดต่อ คนขาย กับคนซื้อและคนใช้ เป็นคนละพวกกัน


