วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'พุฒิพงศ์'โต้'ไพบูลย์'ชี้รธน.ม.7มีสถานะเป็นบทบัญญัติ'เสริม'

"พุฒิพงศ์"สวนกลับ"ไพบูลย์"อ้างรัฐธรรมนูญฯมาตรา7ตามอำเภอใจนอกลู่ปชต.ชี้มีสถานะเป็นบทบัญญัติ"เสริม"

นายพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล นักวิชาการอิสระด้านกฏหมายมหาชน แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวกรณี ที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน สมาชิกวุฒิสภาสรรหาได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญมาตรา7 เนื้อหาระบุว่า นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา อ้างอิงนำเอารัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๗ มาเป็นบทยกเว้นบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ "นายกรัฐมนตรีมาจาก ส.ส." ผลจากการตีความของไพบูลย์ฯ คืออะไรครับ? ผลคือ ถ้ายอมรับให้มีการตีความเช่นนี้แล้วจะกลายเป็นว่า รัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๗ อยู่เหนือบทบัญญัติรัฐธรรมนูญอื่น ๆ ทั้ง ๓๐๙ มาตรา ซึ่งไม่อาจอธิบายเหตุผลได้เลยในทางนิติศาสตร์

มาตรา ๗ เป็นบทบัญญัติถึงการอุดช่องว่างของรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติลายลักษณ์อักษรมาปรับใช้แก่กรณี ทั้งการเทียบเคียงบทบัญญัติลายลักษณ์อักษรก็ไม่อาจปรับใช้แก่กรณีได้ ก็ต้องไปใช้มาตรา ๗

สถานะของมาตรา ๗ ในทางวิชาการยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ครับว่า มีสถานะเป็น "กฎหมายจารีตประเพณีทางรัฐธรรมนูญ" (เช่น วรเจตน์ ภาคีรัตน์) หรือมีสถานะเป็น "หลักรัฐธรรมนูญทั่วไป" (เช่น ปิยบุตร แสงกนกกุล) กันแน่ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม มาตรา ๗ มีสถานะเป็น "รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร" ซึ่งมีสถานะเป็นบทบัญญัติ "เสริม" ให้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรมีประสิทธิภาพ นั่นคือ รัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรจะดำรงสถานะเป็น "ปฏิปักษ์" ต่อรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรมิได้นั่นเอง อันที่จริง บทบัญญัติอย่างมาตรา ๗ ไม่จำเป็นต้องบัญญัติในรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำไปเนื่องจากเป็นนิติวิธี (Juristic Method) ในการอุดช่องว่างกฎหมาย อยู่แล้ว

นักกฎหมายปีกทำลายนิติรัฐและไพบูลย์ฯ พยายามจะดึงดันให้ใช้มาตรา ๗ โดยปฏิเสธที่จะใช้บทบัญญัติลายลักษณ์อักษรให้ "สิ้นกระแสความ" เสียก่อน และกระโดดไปใช้ มาตรา ๗ (ซึ่งมีลำดับการใช้รองจากการ analogy (เทียบเคียงกฎหมายลายลักษณ์อักษร) ด้วยซ้ำ) จึงเป็นการหยิบฉวยมาตรา ๗ มาใช้อย่างอำเภอใจและนอกลู่นอกทางระบอบประชาธิปไตย

สมมติจะใช้มาตรา ๗ กษัตริย์ก็ไม่อาจอ้างมาตรา ๗ มาเป็นฐานอำนาจในการใช้อำนาจกษัตริย์อยู่ดี เพราะอำนาจของกษัตริย์มีเท่าที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรโดยชัดแจ้งเท่านั้น การใดที่กษัตริย์อ้างอิงรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรมาเป็นฐานอำนาจ ก็เท่ากับ กษัตริย์ใช้อำนาจโดยอำเภอใจและขัดรัฐธรรมนูญ และการใช้อำนาจโดยอ้างอิงมาตรา ๗ เพื่อพระราชทานนายกรัฐมนตรี ก็เป็นการตีความเพื่อให้เกิด "พระราชอำนาจที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย" ซึ่งจะเป็นการทำลายมูลฐานที่สุดของรัฐธรรมนูญนั่นคือ นิติรัฐประชาธิปไตย ลงไปพร้อมกัน

เราอาจกล่าวเป็นหลักการทั่วไปว่า องค์กรที่ใช้อำนาจมหาชน ไม่อาจอ้างอิงกฎหมายจารีตประเพณีมาเป็นฐานให้อำนาจตนเองได้นั่นเอง หากแต่จะต้องอาศัยฐานอำนาจตามกฎหมายลายลักษณ์อักษรในการใช้อำนาจมหาชนนั้น กษัตริย์ก็คือองค์กรที่ใช้อำนาจมหาชนประเภทอำนาจทางรัฐธรรมนูญนั่นเอง

ทั้งนี้ มาตรา7 ของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2550 บัญญัติ ว่า "ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"