7องค์กรตามรัฐธรรมนูญขอเป็นคนกลางเจรจา เสนอโรดแมป เดินหน้าปฏิรูปใน 1 ปี ดึงทุกฝ่ายร่วม ก่อนเลือกตั้งใหม่
7 องค์กรตามรัฐธรรมนูญ เดินเครื่องแก้วิกฤติประเทศ นัดแถลงใหญ่จันทร์นี้ เผยเสนอเป็น "ตัวกลาง" เจรจาคู่ขัดแย้งการเมือง "ศรีราชา" แย้มโรดแมพให้สองฝ่ายยอมถอยคนละก้าว เปิดทางตั้งรัฐบาลคนกลาง ปฏิรูป 1 ปีค่อยหย่อนบัตรเลือกตั้ง มั่นใจถ้าลงตัวจบก่อนสงกรานต์ เตือนเศรษฐกิจดิ่งเหว รัฐบาลเพลี่ยงพล้ำปมจำนำข้าว เลือกตั้งโมฆะ โพลล์ขานรับประชาชนอยากให้มีการเจรจา
องค์กรตามรัฐธรรมนูญ 7 องค์กร เตรียมเปิดแถลงข่าวในวันจันทร์ที่ 17 มี.ค. เพื่อเสนอทางออกประเทศไทยจากวิกฤตการณ์ขัดแย้งทางการเมืองที่มีการชุมนุมทางการเมืองยืดเยื้อมานานกว่า 4 เดือนเต็ม ซึ่งเป็นรวมกลุ่มครั้งแรกขององค์กรตามรัฐธรรมนูญที่เสนอทางออกให้กับประเทศ
ก่อนหน้านั้น มีความพยายามหาทางออกให้กับความขัดแย้ง อาทิ 7 องค์กรภาคธุรกิจ และการรวมกลุ่มของภาคประชาชนในนามของ "เครือข่ายเดือนหน้าปฏิรูป" แต่ข้อเสนอเพื่อหาทางออกดังกล่าวไม่ได้รับการตอบรับจากคู่ความขัดแย้ง ในขณะที่คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ได้จัดเวทีเพื่อเสนอแนวทางการปฏิรูปเช่นกัน
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง เปิดเผยว่า วานนี้ (14 มี.ค.) 7 องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ประกอบด้วย กกต. ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน สำนักงานอัยการสูงสุด คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) ได้ประชุมปรึกษาหารือเกี่ยวกับการหาทางออกของประเทศ
ทั้งนี้ ผลการหารือได้ข้อสรุปถึงแนวทางการเจรจา แผนที่ความสำเร็จ (road map) และกรอบการเจรจา เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยจะมีการแถลงร่วมโดยประมุขของ 7 องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ในวันจันทร์ที่ 17 มี.ค.เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมชั้น 9 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ศูนย์ราชการฯ ถนนแจ้งวัฒนะ
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ผู้แทนจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญ 7 องค์กรที่เข้าร่วมประชุมวานนี้ ประกอบด้วย นายณรงค์ รัฐอมฤต กรรมการ ป.ป.ช. นายโอกาส เตพละกุล ประธาน สป. นายปริญญา ศิริสารการ กสม. นายประสิทธิ์ ปทุมมารัตน์ อัยการอาวุโส นายศรีราชา เจริญพานิช ผู้ตรวจการแผ่นดิน และนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ขาดเพียงรักษาการผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
มีรายงานด้วยว่า การประชุมของผู้แทน 7 องค์กรตามรัฐธรรมนูญ มีขึ้นแล้ว 2 ครั้ง โดย นางผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นผู้ริเริ่มและเป็นประธานในครั้งแรก ขณะที่การประชุมวานนี้ มีนายศรีราชาเป็นประธาน
เสนอสูตรถอย2ฝ่าย-รัฐบาลคนกลาง
นายศรีราชา กล่าวกับผู้สื่อข่าวเครือเนชั่นว่า ข้อเสนอทางออกประเทศในนาม 7 องค์กรตามรัฐธรรมนูญ คือ การให้คู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่ายถอยคนละก้าว โดยให้คำนึงถึงความอยู่รอดของประเทศเป็นสำคัญ
"7 องค์กรตามรัฐธรรมนูญจะตักเตือนให้ทั้งสองฝ่ายเห็นว่า หากยังขัดแย้งกันอยู่ต่อไป ไม่ยอมถอยให้กัน จะทำให้ประเทศดิ่งลง โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ การที่เสนอให้ทั้งสองฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งยอมถอยคนละก้าว ก็เพื่อให้มีรัฐบาลคนกลาง จากนั้นทำการปฏิรูป โดยทั้งสองฝ่ายต้องมีส่วนร่วมกันในการปฏิรูป ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว ใช้เวลา 1 ปี จากนั้นจึงเข้าสู่การเลือกตั้ง"
"ตอนนี้รัฐบาลกำลังอยู่ในสถานะที่เสียเปรียบ เพราะกำลังเจอทั้งเรื่องจำนำข้าวและเรื่องร้องว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะ แต่ข้อเสนอของ 7 องค์กรตามรัฐธรรมนูญไม่ได้บังคับว่าทั้งสองฝ่ายต้องทำตาม ขึ้นอยู่กับทั้งสองฝ่ายว่าจะเห็นอย่างไร" นายศรีราชา กล่าว
ลั่นพร้อมเป็นตัวกลาง-สงกรานต์จบ
ผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเป็นประธานการประชุมผู้แทน 7 องค์กรตามรัฐธรรมนูญ กล่าวอีกว่า 7 องค์กรตามรัฐธรรมนูญจะทำหน้าที่เป็น "ตัวกลาง" ในการเจรจากับคู่ขัดแย้ง โดยจะเป็นผู้ไปพูดคุยเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทั้ง 2 ฝ่าย โดยจะเป็นการรับฟังทีละฝ่ายก่อน หลังจากนั้นเมื่อทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับข้อเสนอแนะของแต่ละฝ่ายได้แล้ว และต้องการจะเจรจากันเอง ทาง 7 องค์กรตามรัฐธรรมนูญก็จะทำหน้าที่เป็นสักขีพยานในการเจรจา นำมาซึ่งข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย และถือเป็นพันธกรณีที่ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตามข้อตกลงที่ได้จากการเจรจานั้น
"หากคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายยอมรับข้อเสนอแนะของแต่ละฝ่ายได้แล้ว คาดว่าปลายเดือนนี้หรือต้นเดือน เม.ย. ไม่เกินเทศกาลสงกรานต์ 7 องค์กรตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาจะทำให้เกิดข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายได้" นายศรีราชา ระบุ
อ้างเสียงประชาชนอยากให้เจรจา
ขณะที่ นายเฉลิมศักดิ์ จันทรทิม เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวว่า ที่ประชุมผู้แทน 7 องค์กรตามรัฐธรรมนูญได้ตระหนักถึงปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก ซึ่งก่อนหน้านี้มีการพูดกันมากว่าทำไม 7 องค์กรตามรัฐธรรมนูญไม่ออกมาทำหน้าที่ อีกทั้งผลสำรวจจากสำนักโพลล์ต่างๆ ก็ออกมาเป็นเสียงเดียวกันว่า ประชาชนต้องการให้เกิดการเจรจา ด้วยเหตุนี้ผู้แทน 7 องค์กรฯจึงมาพูดคุยกันว่าควรต้องลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างเพื่อให้คู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่ายลดการเผชิญหน้า และลดเหตุรุนแรงลง
โพลล์ชี้คนไทยอยากเห็น"คนกลาง"
ด้านสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้แถลงผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนกลุ่มตัวอย่างจากทั่วประเทศ จำนวน 1,178 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 11-14 มี.ค. เพื่อความคาดหวังของประชาชนต่อการยุติความวุ่นวายทางการเมืองไทย
ผลสำรวจที่สำคัญพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 58.94 มองว่า สาเหตุที่ปัญหาการเมืองไทยไม่ยุติ เพราะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน และยังไม่สามารถหาคนกลางมาเจรจาหาข้อยุติของปัญหาได้ ขณะที่ประชาชนกลุ่มตัวอย่างถึงร้อยละ 65.33 ระบุว่ามียังหวังที่จะเห็นการเมืองไทยพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้น บ้านเมืองเจริญก้าวหน้า คนไทยรักและสามัคคีกัน ฉะนั้นถ้ามีคนกลางเข้ามาช่วยเจรจา น่าจะแก้ปัญหาได้ในระดับหนึ่ง
กปปส.ถกโมเดลกระจายอำนาจ
ที่สวนลุมพินี คณะกรรมการประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) จัดเวทีระดมความคิดเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ครั้งที่ 3 เรื่อง "การกระจายอำนาจ สู่จังหวัดปกครองตนเอง" มีผู้ชุมนุมให้ความสนใจร่วมเวทีจำนวนหนึ่ง และมี นายพงศ์พโยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ดำเนินรายการ
นายจรัส สุวรรณมาลา อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอว่า ประเด็นที่ท้าทายโครงสร้างอำนาจรัฐวันนี้คือ "รัฐรวมศูนย์ล้มเหลว" ระบบประชาธิปไตยแบบตัวแทนล้มเหลว ฉะนั้นจึงต้องพัฒนาไปสู่จังหวัดปกครองตนเอง แต่จะไปถึงตรงนั้นได้ต้องเกิดจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และหน่วยบริหารส่วนภูมิภาคเป็นองค์กรเดียวกัน ไม่มีภูมิภาคในระบบบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้จุดมุ่งหมายคือการขจัดความซ้ำซ้อนเชิงโครงสร้างและหน้าที่ ก้าวข้ามข้อจำกัดการกระจายอำนาจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และปิดจุดอ่อน เสริมจุดแข็งระบบปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งก้าวข้ามปรากฏการณ์ยึดรัฐบาลเท่ากับยึดประเทศ
ส่วนการปฏิบัตินั้น สามารถดำเนินการได้โดยออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จังหวัดปกครองตนเอง ให้แต่ละจังหวัดสามารถเดินเข้าช่องทางนี้ตามความพร้อมของพื้นที่ และจัดตั้งองค์กรขับเคลื่อนที่เป็นอิสระ มีแผนงาน งบประมาณ และหลักเกณฑ์ เป้าหมายดำเนินงานที่ชัดเจน
เล็งชง พ.ร.บ.มั่นคงถึงปลาย เม.ย.
ด้านความคืบหน้าการที่รัฐบาลเตรียมยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพฯและจังหวัดปริมณฑล ซึ่งอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) นั้น
พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะเลขานุการศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) กล่าวว่า ขณะนี้ได้ข้อสรุปแล้วว่า เห็นสมควรให้ยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อกลับมาใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.ความมั่นคง) ตามเดิม โดยได้มีการเสนอขอความเห็นชอบในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 18 มี.ค.นี้แล้ว
สำหรับการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง จะครอบคลุมพื้นที่เดิม และจะประกาศใช้ไปจนถึงวันที่ 30 เม.ย.57 เนื่องจากต้องการให้ครอบคลุมการจัดการเลือกตั้งส.ว. และ ส.ส.ในเขตที่ยังมีปัญหาอยู่


