วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เลิก!พ.ร.ก.หาเหตุสลายบังเกอร์ทหาร?

แนวคิดของ "คนในรัฐบาล" ยังแตกต่างว่า ได้เวลาที่จะยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯในเขตกรุงเทพฯ และบางส่วนของจังหวัดปริมณฑลแล้วหรือยัง?

จริงๆ แล้วในการประชุมของศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ได้มีการหารือถึงการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ตั้งแต่วันที่ศาลแพ่งมีคำพิพากษาไม่เพิกถอนการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาล แต่กลับมีคำสั่งห้าม ศรส.ออกประกาศหรือคำสั่งที่เป็นการจำกัดหรือละเมิดสิทธิของผู้ชุมนุมถึง 9 ข้อ เมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา ทำให้ประเมินได้ว่าประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะทำอะไรไม่ได้เลย รวมทั้งสลายการชุมนุมด้วย

หนำซ้ำยังถูกกดดันจากภาคธุรกิจเอกชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภาพลักษณ์ของประเทศที่อยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน

เสียงที่ดังที่สุดว่าสมควรยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน คือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการ ศรส. นอกจากนั้นตัวแทนฝ่ายทหารและตำรวจใน ศรส. ก็เห็นตรงกันว่าสมควรยกเลิก บางเสียงยังแนะว่าให้ยกเลิกไปก่อน เพื่อให้คำสั่งศาลแพ่งถูกยกเลิกไปด้วยตามประกาศเก่า จากนั้นค่อยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นใหม่ ซึ่งย่อมไม่มีคำสั่งศาลแพ่งกำกับอีก

ขณะที่ทีมยุทธศาสตร์ของพรรคเพื่อไทยก็เสนอนายกรัฐมนตรีให้พยายามกดดันกองทัพบกให้ถอนกำลังที่ตั้งบังเกอร์กระจายอยู่เต็มเมืองกลับกรมกอง

แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีเสียงคัดค้าน และเป็นเสียงที่สำคัญไม่น้อย คือ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะที่ปรึกษา ศรส.ซึ่งมองว่าสถานการณ์ยังไม่นิ่งแม้ผู้ชุมนุม กปปส.จะยุบเวทีบนสี่แยกสำคัญกลางกรุง หลบเข้าไปอยู่ในสวนลุมพินีแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีเหตุยิง เหตุระเบิดประปรายเกือบทุกวัน ล่าสุดคือเหตุคนร้ายใช้เครื่องยิงลูกระเบิดแบบเอ็ม 79 ยิงระเบิดเข้าไปในบ้านของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ย่านพุทธมณฑล รวมทั้งกรณีที่การ์ด กปปส.ไปทำร้ายบุคคลที่พวกเขาคิดว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองด้วย

สำหรับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อแก้ไขปัญหาการชุมนุมทางการเมืองรอบนี้ ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) และ จ.นนทบุรี ทั้งจังหวัด รวมถึง จ.สมุทรปราการ เฉพาะ อ.บางพลี และ จ.ปทุมธานี เฉพาะ อ.ลาดหลุมแก้ว เป็นเวลา 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ 22 ม.ค.เป็นต้นมา ทั้งนี้ หากไม่มีคำสั่งยกเลิกไปเสียก่อน ประกาศดังกล่าวจะหมดอายุโดยอัตโนมัติในวันที่ 23 มี.ค.นี้

ผลที่เกิดขึ้นหากยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือไม่ขยายเวลาประกาศ (ขยายได้คราวละ 3 เดือน) พนักงานเจ้าหน้าที่ที่ ศรส.ระดมกำลังให้มารักษาความปลอดภัยหรือควบคุมการชุมนุมจะต้องกลับที่ตั้ง รวมทั้งกำลังทหารจากกองทัพบกด้วย เพราะเมื่อยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ต้องกลับไปใช้กฎหมายปกติทันที

ทั้งนี้ เนื่องจากการประกาศพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงฯ ซึ่งอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.ความมั่นคง) ในพื้นที่เดียวกันตั้งแต่ปลายปีที่แล้วนั้น สิ้นผลไปโดยปริยายเมื่อรัฐบาลตัดสินใจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะ พ.ร.บ.ความมั่นคง ได้ขีดกรอบอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเอาไว้เฉพาะ "กรณีที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร แต่ยังไม่มีความจำเป็นต้องประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน"

ฉะนั้นหากรัฐบาลตัดสินใจยกเลิกหรือไม่ขยายเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ยังต้องการ "เครื่องมือพิเศษ" เพื่อดูแลสถานการณ์ที่ยังมีความอ่อนไหวต่อไป ก็ต้องใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง เพื่อประกาศกำหนดพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงฯ

ส่วนจะให้คงกำลังทหารพร้อมบังเกอร์ทั่วกรุงเหมือนเดิมหรือไม่ เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมต้องมีบัญชา!