"..สิ่งที่ผิดปกติสำหรับผู้โดยสารทั้ง 2 คน เป้าหมายในการเดินทาง คือ ใช้สายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ทุกเส้นทาง.."
กำลังเป็นประเด็นปัญหาใหญ่ตอนนี้ หลังจากพบผู้โดยสาร 2 คนที่โดยสารไปกับเครื่องบินมาเลเซียแอร์ไลน์ส ที่สูญหายหลังขึ้นบินจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ใช้พาสปอร์ตปลอม
สำนักข่าวดีพีเอ รายงานว่าผู้โดยสาร 2 คนที่โดยสารไปกับเครื่องบินของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ส เที่ยวบิน MH 370 ที่สูญหายหลังจากขึ้นจากสนามบินกรุงกัวลาลัมเปอร์ เดินทางโดยใช้พาสปอร์ตปลอม และเจ้าหน้าที่ข่าวกรองสหรัฐ กำลังเข้าตรวจสอบเรื่องนี้
หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ รายงานว่าแม้ประเด็นขโมยหนังสือเดินทางเป็นเรื่องน่าสนใจ แต่ไม่จำเป็นต้องหมายความว่าเป็นการก่อการร้าย
รายชื่ออย่างเป็นทางการของผู้โดยสาร มีชาวออสเตรียกับอิตาลีด้วย แต่รัฐบาลของสองประเทศได้กล่าวกับสำนักข่าวซินหัวของจีน ว่า ทั้งสองคนยังมีชีวิตอยู่ และมีรายงานว่าหนังสือเดินทางของทั้งสองถูกขโมยในประเทศไทยเมื่อปีที่แล้ว หรือ เมื่อไม่นานมานี้
ขณะที่สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่าชาวอิตาลี ที่มีชื่ออยู่ในรายนามผู้โดยสาร ได้แก่ นายลุยจิ มารัลดี วัย 37 ปี ซึ่งกำลังอยู่ในประเทศไทยและโทรศัพท์ไปหาที่บ้าน หลังจากมีข่าวว่าคนชื่อเดียวกับเขา อยู่ในรายชื่อผู้โดยสารที่ไปกับเครื่องบินของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ส เที่ยวบินเอ็มเอช 370
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า มารดาของนายมารัลดี เผยว่า หนังสือเดินทางของลูกชายหายไป และคาดว่าถูกขโมยที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อปีที่แล้ว
"เขาทำพาสปอร์ตหายที่ไทย และได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่แล้ว" นางเรนาตา ลุคชี กล่าว ขณะที่หนังสือพิมพ์คอร์เรียเดลลาเซรา รายงานว่า หนังสือเดินทางของนายมารัลดีถูกขโมยในไทยเมื่อเดือนส.ค. ปีที่แล้ว
ด้านสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ส ได้ติดต่อกระทรวงต่างประเทศออสเตรีย พร้อมระบุว่ามีคนออสเตรียอยู่ในรายชื่อผู้โดยสาร ซึ่งเมื่อกระทรวงต่างประเทศติดต่อไปยังครอบครัวของรายชื่อนี้ ปรากฏว่าอยู่ในออสเตรียและปลอดภัยดี โดยหนังสือเดินทางของเขาถูกขโมยเมื่อปี 2555 ระหว่างมาเที่ยวประเทศไทย
สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า ชาวออสเตรียผู้นี้มีชื่อว่านายคริสเตียน โคเซล วัย 30 ปี ขณะที่โฆษกกระทรวงต่างประเทศออสเตรีย กล่าวว่า เป็นเรื่องน่าสนใจที่มีกรณีการใช้หนังสือเดินทางปลอม 2 คน ในเครื่องบินลำเดียวกัน แต่กระทรวงไม่ทราบว่าใครเป็นคนใช้หนังสือเดินทางปลอม
สำหรับผู้โดยสารทั้ง 2 คน ที่ใช้พาสปอร์ตปลอม จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่สายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ประจำสนามบินสุวรรณภูมิ พบว่า บุคคลทั้งสองได้เดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2557 ด้วยสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ไปยังสนามบินกรุงกัวลาลัมเปอร์
ทั้งนี้ ผู้โดยสารทั้ง 2 คน ได้ซื้อตั๋วโดยสารจากบริษัทเอเย่นต์ในไทยทั้ง 2 คน มีเป้าหมายปลายทางที่ต่างกัน โดย นายลุยจิ มารัลดี ซื้อตั๋วจากบริษัทเอเย่นต์จากไทย เดินทางตามเส้นทาง คือ จากสนามบินสุวรรณภูมิไปยังสนามบินกรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย บินต่อไปยังสนามบินปักกิ่ง ประเทศจีน และจากสนามบินปักกิ่ง บินต่อไปสนามบินอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ปลายทางสุดท้ายคือสนามบินโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก
ส่วน นายคริสเตียน โคเซล ต้นทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปยังสนามบินกรุงกัวลาลัมเปอร์ ต่อไปยังสนามบินปักกิ่ง และจากสนามบินปักกิ่งจะบินต่อไปยังสนามบินอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ แต่คนนี้ปลายทางอยู่ที่สนามบิน แฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี
สำหรับผู้โดยสารที่ใช้พาสปอร์ตปลอม ทางเจ้าหน้าที่ของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เพิ่งจะตรวจพบว่าบุคคลทั้ง 2 คน ได้เดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิไปเมื่อวานนี้ (9 มี.ค.) ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบตามหาบริษัทเอเย่นต์ที่ออกตั๋วโดยสารให้กับทั้ง 2 คน
สำหรับสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ทำการบินจากสนามบินสุวรรณภูมิไปยังสนามบินกรุงกัวลาลัมเปอร์ วันละ 4 เที่ยวบิน โดยไฟลต์แรกเวลา 11.00 น., เวลา 15.00 น., เวลา 17.00 น. และ เวลา 19.00 น.
สิ่งที่ผิดปกติสำหรับผู้โดยสารทั้ง 2 คน เป้าหมายในการเดินทาง คือ ใช้สายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส ทุกเส้นทาง
อย่างไรก็ตาม ปกติมีการตรวจสอบอยู่แล้ว หลังผู้โดยสารก่อนเช็คอินเข้ามาต้องมีเจ้าหน้าที่คอยเช็คพาสปอร์ตและวีซ่าอยู่แล้ว เพื่อป้องกันการปลอมตัวของผู้โดยสาร หากตรวจพบว่ามีการปลอมตัวของผู้โดยสารเข้ามา สายการบินนั้นก็จะถูกปรับในจำนวนที่แพงมาก "พาสปอร์ตของชาวมาเลเซียเป็นเป้าหมายการตรวจเช็คมากที่สุด" จริงๆ แล้วเรื่องนี้ หากจะมีการตรวจสอบเชิงลึก ก็สามารถทำได้ว่าบุคคลทั้งสองหน้าตาเป็นอย่างไร สามารถตรวจสอบจากภาพสแกนจากตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) หรือกล้องวงจรปิด ก่อนจะขึ้นเครื่องบริเวณของสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส





