สมรภูมิการเมืองไทยร้อนระอุมาตลอด 4 เดือน"รัฐบาล-กปปส."งหาผู้ชนะเด็ดขาดมิได้ ทางออกจึงมีทางเดียวคือต้อง"เจรจา"
สมรภูมิการเมืองไทยร้อนระอุมาตลอด 4 เดือน คู่ขัดแย้งหลัก 2 ฝ่ายทั้งรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ (กปปส.) ประลองกำลังกันมาหลายยก แต่ยังหาผู้ชนะเด็ดขาดมิได้
หลายคนเชื่อว่าด้วยความซับซ้อนของการเมืองไทย ณ พ.ศ.นี้ คงไม่มีฝ่ายใด "กินรวบ" แบบ "ซีโร่-ซัม เกม" ได้อีกต่อไป ทางออกจึงมีทางเดียวคือต้อง "เจรจา"
ทั้งนี้ ในท่ามกลางการต่อสู้ในห้วงที่ผ่านมาก็ยังมีข่าวการพูดคุยเจรจาเล็ดลอดมาเป็นระยะ แม้ผลลัพธ์จะยังคงล้มเหลว แต่สุดท้ายย่อมหนีไม่พ้น
อย่างไรก็ดี สิ่งที่หลายฝ่ายหวั่นใจก็คือการเจรจาจะถูกจำกัดวงโดย "ชนชั้นนำ" ที่เป็น "คู่ขัดแย้งหลัก" ซึ่งแม้จะตกลงกันได้หรือยุติสถานการณ์ความวุ่นวายได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวสังคมก็ยังแตกร้าวเช่นเดิม
ที่ผ่านมาสถาบันพระปกเกล้าได้จัดทำโครงการที่น่าสนใจ คือ เปิดเวที "ประชาเสวนา" กับประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ ในลักษณะโฟกัสกรุ๊ป โดยลงไปในพื้นที่ขัดแย้งจริงที่สุ่มสำรวจจากกลุ่มตัวอย่าง และจัดกระบวนการสานเสวนาตามหลักวิชาการ มีกฎเกณฑ์กติกา ใช้เวลาเวทีละ 2-3 วัน ผลลัพธ์ที่ได้จากเวทีเหล่านั้นทำให้อ่านใจคนไทยได้ว่าเบื่อหน่ายกับความขัดแย้งและทะเลาะเบาะแว้งกันเต็มที โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับเทคนิคกฎหมาย
แต่สิ่งที่คนไทยอยากได้ คือ ให้เปิดเวทีเจรจาเกี่ยวกับอนาคตของประเทศ ซึ่งมีประชาชนมีส่วนร่วม ขณะที่การเจรจาของ "ชนชั้นนำ" โดยคู่ขัดแย้งหลัก 2 กลุ่มเพื่อคลี่คลายสถานการณ์เฉพาะหน้านั้น หากจะเกิดขึ้นก็ต้องมีความโปร่งใส และไม่ทิ้งประชาชนไว้ในฐานะ "ผู้ถูกลืม"
ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า บอกเล่าเรื่องราวและบทเรียนจากเวทีประชาเสวนาในทุกภาคทั่วไทย
"ต้องขอเล่าว่าจากการที่ได้ไปจัดสัมนาสำรวจความคิดเห็นทั่วประเทศ โดยใช้วิธีสุ่มจังหวัด พบว่าประชาชนมีความรู้ความเข้าใจและตื่นตัวกับสิทธิทางการเมืองของตนอย่างมาก ไม่เหมือนกับสมัยก่อน วันนี้ประชาชนได้มองข้ามการเลือกตั้งไปแล้ว เขามองเรื่องกฎหมายต้องเป็นกฎหมาย ต้องการการมีส่วนรวมทางการเมืองมากกว่าเดิม การจัดสรรทรัพยากรต้องมีความเท่าเทียม และยังพบอีกว่าถ้ามีความเห็นแตกต่างกันในครอบครัว ก็จะมีการพูดคุยกัน ปรับทัศนคติ แล้วหันหน้าคุยกัน จากนั้นก็ขยายผลไปในระดับชุมชน"
ดร.ถวิลวดี กล่าวต่อว่า การสำรวจความคิดเห็นและจัดเวทีประชาเสวนา ได้ทำกับทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคนที่มีความคิดเป็นสีอะไร สิ่งที่ค้นพบก็คือทุกคนเห็นตรงกันว่าต้องการให้สังคมมีความสามัคคี และสำคัญที่สุดคือทุกคนยังมีความรักในชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
ส่วนเรื่องการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งหลักที่ยังคงมีเสียงเรียกร้องจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ 7 องค์กรภาคธุรกิจ และการริเริ่มการพูดคุยเจรจาโดย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นั้น ดร.ถวิลวดี บอกว่า เป็นสิ่งที่สถาบันพระปกเกล้าพยายามเสนอมานานแล้ว และควรเป็นการเจรจาในระดับสังคมด้วย เพื่อให้ภาคประชาชนมีความรู้สึกมีส่วนร่วม
"การดำเนินการของคุณสมชัย เราเห็นด้วยอย่างยิ่ง เงื่อนไขแรกคือต้องไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้นอีก ส่วนการเจรจาก็ต้องทำไปเรื่อยๆ ไม่กำหนดกรอบเวลา มุ่งประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมภาพรวม และต้องเป็นการเจรจาที่ไม่จบแค่ชนชั้นนำเท่านั้น ต้องไม่เอาแต่ประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง เมื่อได้ผลอย่างไรในการหารือแล้ว ต้องนำมารายงานให้ประชาชนรับทราบ และถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ ต้องไม่ทิ้งประชาชน ไม่ให้เป็นการเจรจาที่มีแค่คู่ขัดแย้งได้ประโยชน์แค่ 2 ฝ่าย"
ดร.ถวิลวดี ย้ำว่า เท่าที่ลงพื้นที่ทำสำรวจและจัดเวที ประชาชนส่วนใหญ่มีความเห็นสอดคล้องกันเรื่องการเจรจา โดยได้แสดงความเห็นว่าประชาชนได้มองข้ามการเลือกตั้งไปแล้ว และมุ่งมองไปยังอนาคตของบ้านเมือง ฉะนั้นการเจรจาจึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่งในสถานการณ์แบบนี้
"หากปล่อยให้ความขัดแย้งยืดเยื้อต่อไป คุณภาพสังคมไทยจะยิ่งต่ำลง ทางสถาบันได้ทำสำรวจเป็นระยะพบว่าคุณภาพสังคมไทยต่ำลงจริง รวมทั้งตัวเลขทางเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นในตัวบุคคลลดต่ำมาก แม้แต่คนที่เคยเชื่อมั่นกันก็ยังลดลง รวมไปถึงด้านอาชีพการงาน บางคนมองว่าตัวเองอยู่ในอาชีพที่ต้อยต่ำ ส่วนหนึ่งทำให้เกิดความคิดว่าสังคมไม่เป็นธรรม และเป็นตัวแปรที่ลุกลามไปยังเรื่องการเมือง"
ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า บอกด้วยว่า ประชาชนมีความต้องการให้ตั้ง "โรงเรียนนักการเมือง" ขึ้นมา เพราะต้องการมีสิทธิในการคัดสรรคนลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎรเอง หลังจากที่ให้พรรคการเมืองเป็นฝ่ายเลือกมาโดยตลอด ส่วนกระบวนการปฏิรูปประเทศ ประชาชนเห็นว่าควรหาคนกลางที่เป็นยอมรับและเคารพมาดำเนินการและจัดการปัญหาต่างๆ


