อัยการช่วย"22ชาวนา"ฟ้องศาลปกครอง"นายกฯ-พวก7ราย"ผิดสัญญาปกครอง เบี้ยวจ่ายเงินรับจำนำข้าว เรียกชดใช้เงิน2.7ล้านพร้อมดอกเบี้ย7.5%/ปี
นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อัยการ รับมอบอำนาจ นางลดาวัลย์ เนียมประยูร กับพวกรวม 22 รายซึ่งเป็นเกษตรกรทำนาใน จ.กาญจนาบุรี ที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ที่ได้รับใบประทวนสินค้าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาล ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี , คณะกรรมการนโยบายข้างแห่งชาติ ( กขช.) , กระทรวงพาณิชย์ , ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ( ธ.ก.ส.) , องค์การคลังสินค้า ( อคส.) , องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร ( อ.ต.ก.) และ กระทรวงการคลัง เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1 - 7 เรื่องเจ้าหน้าที่ของรัฐ และหน่วยงานทางปกครอง กระทำละเมิดผิดสัญญาทางปกครอง เพื่อให้ผู้ถูกฟ้องทั้ง 7 ราย ร่วมกันชำระเงินตามสัญญาจำนำข้าวเปลือกในโครงการรับจำนำข้าวเปลือก ตั้งแต่มูลค่าเสียหาย 19,632 - 342,704.36 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 2,738,992.65 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ
ตามฟ้องระบุว่า การที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกฟ้องที่ 1 กำหนดนโยบาย ออกคำสั่งแต่งตั้ง กขช. ผู้ถูกฟ้องที่ 2 โดยมีผู้ถูกฟ้องที่ 1 เป็นประธาน กขช. ต่อมา กขช. ผู้ถูกฟ้องที่ 2 อนุมัติแผนงานโครงการรับจำนำข้าวเปลือกจากชาวนาในราคา ที่สูงเกินกว่าราคาตลาด และให้ อคส. ผู้ถูกฟ้องที่ 5 กับ อ.ต.ก.ผู้ถูกฟ้องที่ 6 จัดหาโรงสี ที่มีสถานที่เก็บข้าวเปลือกเข้าร่วมโครงการ และให้ชาวนา นำข้าวเปลือกที่ฝากไว้กับโรงสี ไปจำนำกับ ธ.ก.ส.ผู้ถูกฟ้องที่ 4 โดยมีกระทรวงการคลังผู้ถูกฟ้องที่ 7 ให้การสนับสนุนเงินทุนหรือค้ำประกันการหาเงินทุนมาซื้อข้าวเปลือก และให้กระทรวงพาณิชย์ ผู้ถูกฟ้องที่ 3 จำหน่ายข้าวเปลือกในต่างประเทศ ทำให้การซื้อขายไม่เป็นไปตามกลไกตลาด ซึ่งผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 ต้องเร่งหาเงินงบประมาณ มารับซื้อข้าวทุกเมล็ดจากเกตรกรทั่วภูมิภาค
ขณะเดียวกันการจำหน่ายข้าวที่รับจำนำก็ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างสัมฤทธิ์ผล มีปริมาณข้าวตกค้างในโกดังรงสีข้าวของเอกชนจำนวนมาก เกิดความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ทั้งค่าเช่าโกดัง ค่ารมยาฆ่าแมลงและอื่นๆ แม้ในเบื้องต้นเกษตรกรที่นำข้าวเปลือกมาเข้าโครงการได้ทุกเมล็ดราคาสูง แต่ภายหลังจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจของประเทศ และระบบการค้า การแข่งขัน ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ เพราะรัฐบาลโดยผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 ดำเนินการผูกขาดการค้าข้าว หรือรับซื้อข้าวในราคาที่เกินกว่าความเป็นจริง และการกระทำของผู้ถูกฟ้องทั้งเจ็ด ที่รับจำนำข้าวในราคาที่สูงกว่าท้องตลาดโดยไม่จำกัดจำนวน ประกอบกับการควบคุมดูแลไม่รอบคอบและรัดกุมทำให้เกิดความเสียหาย ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ ผู้ถูกฟ้องที่ 3 ไม่สามารถระบายหรือจำหน่ายข้าวไปยังต่างประเทศได้ตามราคาและเป้าหมายที่กำหนดไว้ จึงเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องทั้ง 22 รายไม่สามารถเบิกเงินจำนำข้าวตามจำนวนและราคาในใบรับสินค้า หรือใบประทวนสินค้าจาก ธ.ก.ส.ได้จึงต้องนำคดีมาฟ้องดังกล่าว
โดยศาลปกครอง ได้รับคำฟ้องไว้เพื่อมีคำสั่งต่อไป





