สถิติไฟใต้เดือน ก.พ.เหตุรุนแรงพุ่ง มีนาฯส่อป่วน"สถาปนาบีอาร์เอ็น"
เปิดสถิติไฟใต้เดือนครบรอบ 1 ปีพูดคุยสันติภาพ เหตุรุนแรงพุ่งสูงขึ้นกว่าเดือน ม.ค. ยอดประชาชนผู้บริสุทธิ์ทั้งที่ต้องสังเวยชีวิตและได้รับบาดเจ็บก็เพิ่มขึ้น ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงเตือน มี.ค.ส่อป่วนหนัก เหตุมีวันครบรอบสถาปนาบีอาร์เอ็น ด้านสถานการณ์ในพื้นที่ยังระอุ บันนังกูแวตึงเครียดหนัก รัวยิงสองสามีภรรยาดับ 1 เจ็บ 1 สังหาร ตชด.ที่สุไหงปาดี วางบึ้มดัก จนท.ชุดตรวจจุดเกิดเหตุ โชคดีไม่ติดกับ
ส่วนปฏิบัติการและรับแจ้งเหตุฉุกเฉิน ศูนย์ปฏิบัติการร่วมทางยุทธวิธี กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (ศปร.กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ได้สรุปสถิติเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางส่วนของจังหวัดสงขลา ได้แก่ อ.จะนะ เทพา สะบ้าย้อย และนาทวี ตลอดเดือน ก.พ.57 ว่า มีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นทั้งสิ้น 62 เหตุการณ์ (แยกเหตุที่เกิดจากความขัดแย้งส่วนตัวออกไปแล้ว) แบ่งเป็นเหตุลอบยิง 39 เหตุการณ์ ระเบิด 21 เหตุการณ์ และวางเพลิง 2 เหตุการณ์
ทั้งนี้ เหตุรุนแรงในภาพรวมดังกล่าวถือว่าพุ่งสูงขึ้่นจากเดือน ม.ค. ทีมีเหตุการณ์ความไม่สงบจำนวน 56 เหตุการณ์ ทั้งๆ ที่เดือน ม.ค.มีจำนวนวันมากกว่าเดือน ก.พ.ถึง 3 วัน สะท้อนให้เห็นว่าภาวะความรุนแรงในพื้นที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น
เมื่อแยกพิจารณาพื้นที่เป็นรายจังหวัด พบว่า จ.ปัตตานี มีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้น 20 เหตุการณ์ จ.ยะลา 16 เหตุการณ์ จ.นราธิวาส 26 เหตุการณ์ ขณะที่ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อกับสามจังหวัดชายแดนภาคใต้และประกาศเป็นพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.ความมั่นคง) ไม่มีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นเลย
ส่วนในระดับอำเภอ พบว่าอำเภอที่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ได้แก่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา 6 เหตุการณ์ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี และ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส อำเภอละ 5 เหตุการณ์ สำหรับอำเภอที่ไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นเลยตลอดเดือน ก.พ. นอกจาก 4 อำเภอของ จ.สงขลาแล้ว ยังมี อ.กรงปินัง กับ อ.เบตง จ.ยะลา อ.เมือง อ.หนองจิก อ.ไม้แก่น จ.ปัตตานี และ อ.แว้ง อ.สุคิริน กับ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส
ด้านยอดผู้สูญเสียจากเหตุรุนแรงในห้วงเดือน ก.พ.57 มีผู้เสียชีวิต 49 ราย บาดเจ็บ 56 ราย รวมผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ 105 ราย แยกเป็น
ทหาร เสียชีวิต 4 นาย บาดเจ็บ 9 นาย ตำรวจ เสียชีวิต 3 นาย บาดเจ็บ 11 นาย ข้าราชการพลเรือน เสียชีวิต 1 ราย ประชาชนเสียชีวิต 38 ราย บาดเจ็บ 30 ราย อาสาสมัครทหารพราน เสียชีวิต 7 นาย บาดเจ็บ 10 นาย อาสารักษาดินแดน (อส.) บาดเจ็บ 1 นาย เสียชีวิต 1 นาย ผู้นำท้องถิ่น เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บ 2 ราย ผู้นำศาสนา (พระ) เสียชีวิต 1 รูป และผู้ก่อความไม่สงบ เสียชีวิต 3 ราย
ทั้งนี้ เดือน ก.พ.ถือเป็นเดือนที่มีประชาชนผู้บริสุทธิ์สูญเสียเยอะมาก คือ เสียชีวิต 38 ราย บาดเจ็บ 30 ราย ขณะที่เดือน ม.ค.มีประชาชนเสียชีวิต 25 ราย บาดเจ็บ 15 ราย ส่วนยอดผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บรวมของเดือน ม.ค.ก็ต่ำกว่าเดือน ก.พ. คือมียอดผู้เสียชีวิต 45 ราย บาดเจ็บ 45 ราย รวม 91 ราย
เตือนมีนาฯส่อป่วนสถาปนาบีอาร์เอ็น
สำหรับแนวโน้มสถานการณ์ในห้วงเดือน มี.ค.นั้น หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ได้สั่งการให้เฝ้าระวังเป็นพิเศษ เพราะมีวันที่ฝ่ายก่อความไม่สงบใช้เป็นสัญลักษณ์หรือวันครบรอบวาระต่างๆ หลายวัน ได้แก่ 13 มี.ค. วันสถาปนาขบวนการบีอาร์เอ็น 22 มี.ค.วันก่อตั้งและสถาปนาธรรมนูญขององค์กรพูโลเก่า 31 มี.ค.เป็นวันครบรอบเหตุการณ์คาร์บอมบ์ที่โรงแรมลีการ์เด้น พลาซ่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และในเขตเทศบาลนครยะลา โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดเมื่อปี 55 ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 14 ราย บาดเจ็บกว่า 500 คน
นอกจากนั้น วันที่ 21 มี.ค. ยังเป็นวันครบรอบ 6 ปี เหตุการณ์เจ้าหน้าที่จับกุม นายยะผา กาเซ็ง อิหม่ามประจำมัสบิดบ้านกอตอ ต.รือเสาะออก อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส และถูกเจ้าหน้าที่ทหารทำร้ายร่างกายจนเสียชีวิตระหว่างถูกควบคุมตัว
บันนังกูแวเดือดยิงภรรยาดับ-สามีเจ็บ
ด้านสถานการณ์ในพื้นที่วานนี้ (4 มี.ค.) ยังคงมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลา 09.15 น. ศูนย์วิทยุ สภ.บันนังสตา จ.ยะลา รับแจ้งเหตุยิงกันมีผู้ได้รับบาดเจ็บ บนถนนสายบันนังสตา-บันนังกูแว ท้องที่หมู่ 3 บ้านเตาปูน ต.บันนังสตา จึงรีบนำกำลังรุดไปตรวจสอบ
ทั้งนี้ จุดเกิดเหตุอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนบ้านเตาปูน แต่เจ้าหน้าที่พบเพียงรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ รุ่นสแมซ สีขาว หมายเลขทะเบียน ขคห 524 ยะลา จอดอยู่พร้อมรอยเลือด ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บทราบว่าพลเมืองดีช่วยกันนำส่งโรงพยาบาลบันนังสตาแล้ว มี 2 ราย คือ นายอภิชาติ แสงจันทร์ อายุ 24 ปี อยู่บ้านเลขที่ 77 หมู่ 4 ต.ลำพะยา อ.เมือง จ.ยะลา มีแผลถลอกจากรถจักรยานยนต์ล้ม และ น.ส.อังคณา หนูแดง อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 81/18 หมู่ 1 ต.สะเตงนอก อ.เมือง จ.ยะลา โดยทั้งคู่เป็นสามีภรรยากัน
อย่างไรก็ดี น.ส.อังคณา อาการสาหัส ถูกยิงเข้าที่กลางหลังหลายนัด ทำให้ทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตที่โรงพยาบาล
สอบสวนทราบว่า ขณะที่ นายอภิชาติ และ น.ส.อังคณา กำลังขี่รถจักรยานยนต์ซ้อนท้ายกันออกจากบ้านบือซู อ.บันนังสตา เพื่อมุ่งหน้ากลับบ้านในพื้นที่ อ.เมืองยะลา ปรากกว่าระหว่างทางถูกคนร้าย 2 คนสวมชุดสีดำ ขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบ และใช้อาวุธปืนยิงใส่จากด้านหลัง ทำให้ น.ส.อังคณา เสียชีวิต ส่วนนายอภิชาติได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยดังกล่าว จากนั้นได้เร่งเครื่องรถจักรยานยนต์หลบหนีไป เบื้องต้นตำรวจสันนิษฐานว่าเป็นการกระทำของกลุ่มก่อความไม่สงบ
ก่อนหน้านั้น เมื่อเวลา 22.20 น.วันที่ 3 มี.ค. เกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิง นายมะตอเฮ ลาเตะ อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 70/1 บ้านเหมืองลาบู หมู่ 8 ต.ปะแต อ.ยะหา จ.ยะลา เสียชีวิต เหตุเกิดบนถนนสายชนบทบ้านเหมืองลาบู เบื้องต้นตำรวจไม่สรุปเหตุสังหาร
สังหาร ตชด.ลวงวางบึ้ม จนท.แต่ไม่ติดกับ
ส่วนที่ อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส คนร้ายใช้อาวุธปืนยิง ร.ต.ต.อรุณ พราหมณ์ชูเอม อดีตตำรวจตระเวนชายแดน เสียชีวิตบริเวณหน้าบ้านของตนเอง เลขที่ 217/33 หมู่ 6 ต.สุไหงปาดี จากนั้นได้วางระเบิดซ้ำอีก 2 จุด จุดแรกบริเวณหน้าร้านวัสดุก่อสร้าง เจ๊าะกือวาเคหะภัณฑ์ โดยระเบิดที่คนร้ายใช้เป็นชนิดแสวงเครือ่ง ประกอบใส่ในถังแก๊ส น้ำหนักประมาณ 20 กิโลกรัม จุดชนวนด้วยระบบตั้งเวลาจากนาฬิกาข้อมือ แรงระเบิดทำให้ม้าหินอ่อนหน้าร้าน และรถหกล้อที่จอดอยู่ได้รับความเสียหาย รวมทั้งกระจกและประตูหน้าร้านด้วย
จุดที่ 2 บริเวณโคนเสาไฟฟ้าข้างศาลาจำหน่ายพืชผลทางการเกษตร ซึ่งอยู่หน้าบ้านของ ร.ต.ต.อรุณ โดยจุดนี้คนร้ายได้วางระเบิดแสวงเครื่องที่ประกอบใส่ในถังดับเพลิง น้ำหนัก 25 กิโลกรัม จุดชนวนด้วยระบบตั้งเวลาเช่นกัน แต่ระเบิดทำงานไม่สมบูรณ์ ทำให้เสาไฟฟ้าและศาลาเสียหายเล็กน้อย
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบแผนประทุษกรรมของคนร้าย คาดว่าได้นำระเบิด 2 ลูกไปวางที่หน้าร้านขายวัสดุก่อสร้างและเสาไฟฟ้าหน้าบ้านของ ร.ต.ต.อรุณ ก่อน จากนั้นคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 และปืนพกขนาด 9 มม. ยิงใส่ ร.ต.ต.อรุณ จนเสียชีวิตดังกล่าว โดยคนร้ายมีอย่างน้อย 4 คน ใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ สำหรับระเบิดที่คนร้ายวางไว้ คาดว่าต้องการดักสังหารเจ้าหน้าที่ชุดตรวจจุดเกิดเหตุ ทว่าหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ไม่ได้เข้าไปตรวจพื้นที่ เพราะสงสัยว่าจะมีกับดัก จึงไม่มีผู้ใดได้รับอันตราย

