"ประยุทธ์" ปัดสัญญา "ไม่มีปฏิวัติ" บอกทุกสถานการณ์ต้องแก้ด้วยกฎหมาย แต่ถ้าแก้ไม่ได้ก็ต้องใช้วิธีพิเศษ ชี้เป็นหน้าที่ "ยิ่งลักษณ์-สุเทพ"
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์วานนี้ (28 ก.พ.) ถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังคงตึงเครียด และการเจรจาของคู่ขัดแย้งหลักอย่าง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ยังไม่คืบหน้า
"เป็นเรื่องของท่านสองคนที่จะต้องคุยกัน และวันนี้ก็มีหลายฝ่ายมาเสนอหลายทาง รวมถึงกลุ่มอื่นๆ ที่อยากจะเข้าร่วมด้วย ซึ่งทุกอย่างต้องเป็นขั้นตอน ส่วนกองทัพจะเข้าไปมีส่วนร่วมหรือไม่นั้นก็แล้วแต่ แต่วันนี้เราอยู่ในฐานะบทบาทของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลความปลอดภัยและรักษาสถานการณ์ความมั่นคงโดยรวมของประเทศ สำหรับเงื่อนไขของนายกฯที่ให้ยุติการชุมนุมก่อน ก็เป็นเรื่องธรรมดาของคู่เจรจา หากปรับกันได้ก็คงจะลดราวาศอกกันไปเอง และคงจะพูดคุยกันได้บ้าง ซึ่งคงจะไม่ยุติภายในวันเดียว"
ปัดเอ็ม 79 ไม่ได้หลุดจากกองทัพ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีการใช้เครื่องยิงลูกระเบิดแบบเอ็ม 79 มาก่อเหตุเป็นจำนวนมาก อาวุธเหล่านี้ถูกนำมาใช้ได้อย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า กำลังตรวจสอบอยู่ แต่คงไม่ได้มาจากหน่วยทหาร เพราะอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ของกองทัพต้องอยู่ในคลัง และมีการตรวจเช็คกันทุกวัน จึงเชื่อว่าเอ็ม 79 ที่นำมาใช้ขณะนี้เป็นการลักลอบเข้ามามากกว่า เพราะในห้วงที่ผ่านมาก็มีการจับกุมการลักลอบนำอาวุธสงครามเข้ามาได้ตลอด พอมีการชุมนุมทางการเมืองก็นำมาใช้
ต่อข้อถามถึงกรณีที่มีคำสั่งในฐานะรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (รองผอ.รมน.) ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด (ในฐานะผอ.รมน.จังหวัด) ติดตามสถานการณ์การชุมนุมในพื้นที่แต่ละจังหวัดนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นการใช้อำนาจในฐานะที่เป็น รอง ผอ.รมน. และได้นำเรียนให้นายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.รมน.ได้รับทราบแล้ว
ทั้งนี้ ในคำสั่งไม่ได้ให้จับตาดูใครเป็นพิเศษ ให้ดูแลทุกกลุ่มที่ฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคง รวมถึงการพูดจาก็กำลังดูอยู่ว่าสิ่งไหนผิด บางอย่างต้องเข้าใจว่าเป็นเพียงคำพูด การกระทำยังไม่เกิด หากการกระทำเกิด จึงจะเป็นความผิดที่สมบูรณ์ และสามารถดำเนินคดีทางกฎหมายได้
เมินแยกประเทศ แค่ "กบฏน้ำลาย"
เมื่อถามว่า ได้คุยกับนายกรัฐมนตรีหรือยัง กรณี นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ขึ้นเวทีเสื้อแดง และพูดถึงข้อเสนอการแบ่งประเทศและให้ประชาชนจับอาวุธขึ้นต่อสู้ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "เขาทำหรือยัง เป็นพวกกบฏน้ำลายทั้งนั้น ตามกฎหมายทำได้หรือไม่ ก็ทำไม่ได้ ถามว่าสื่อยอมไหมให้มีการแบ่งแยกประเทศ ถ้าสื่อไม่ยอม ผมก็ไม่ยอม ส่วนกรณีที่มีการสวนสนามของตำรวจที่ จ.พะเยา ใช้ธงชาติแดงแทนธงชาติไทย ตรวจสอบแล้วเป็นการสวนสนามของตำรวจบ้าน เรื่องนี้ได้สอบสวนและเตือนไปหมดแล้วว่าอย่าทำอย่างนั้นอีก"
ผบ.ทบ.ยังเชื่อว่าจะไม่เกิดสงครามกลางเมืองขึ้น เพียงแต่คนไทยขี้โมโห ไม่นานก็หาย แต่อย่าไปเร่งไฟจนตีกันแล้วหยุดไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องอันตราย คนไทยเป็นคนเลือดร้อน ใจเร็ว จึงต้องช่วยกันประคับประคองและไปกันให้ได้ พร้อมทั้งปฏิบัติตามกฎกติกา
จี้ทุกฝ่ายเคารพกระบวนการยุติธรรม
"วันนี้จะต้องหยุดทุกพวกทุกฝ่ายให้ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เรื่องที่ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมเป็นสิ่งที่มีปัญหามาก จะบอกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมก็จะต้องไปพิสูจน์ทราบกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องมีพูดคุยกัน ให้โอกาสในการสู้คดี ถ้ามองว่าไม่ยุติธรรมทุกอย่างก็จบ แล้วจะมีกระบวนการยุติธรรมไว้ทำไม ศาลพิจารณาคดีหลายเรื่อง ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการเมือง ถ้ามองว่าไม่ยุติธรรม คดีอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการเมืองก็มาร้องเรียนกันหมด" ผบ.ทบ.กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์ บอกด้วยว่า ศาลตัดสินทุกคดีตามหลักฐาน ใครจะมาบอกว่ามีการตั้งธงไว้ล่วงหน้า ตนคิดว่าทำไม่ได้ และในฐานะที่ตนเป็นองค์กรหนึ่งที่จะไม่ก้าวล่วงศาลและกระบวนการยุติธรรม เรื่องความไม่เป็นธรรม ทุกคนสามารถคิดได้แต่ต้องเคารพกัน และต้องพิสูจน์ด้วยหลักฐาน หากหลักฐานชัดเจนก็เถียงไม่ได้
ไม่ปราบประชาชน-ขู่จัดการพวกติดอาวุธ
ส่วนโอกาสที่จะใช้กฎอัยการศึกนั้น ผบ.ทบ.กล่าวว่า ต้องรอให้เกิดจลาจล ถ้าไม่เกิดก็ใช้ไม่ได้ จะให้ประกาศกฎอัยการศึกในสถานการณ์แบบนี้ ก็เป็นการใช้กฎหมายเหมือนเดิม เพียงแต่ให้ทหารมาสั่งการ ซึ่งถ้าให้ตนสั่งการ ก็จะต้องสั่งการให้กลับบ้านกันหมดทุกพวก แล้วจะกลับกันหรือไม่
พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันด้วยว่า ไม่ได้เอนเอียงเข้าข้างผู้ชุมนุม สาเหตุที่ส่งทหารไปตั้งบังเกอร์ ก็ไม่ได้ไปอยู่ในม็อบ แต่อยู่ในพื้นที่รอบนอก เพื่อดูแลประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเป็น กปปส. หรือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็เป็นคนไทยด้วยกัน
"จะให้ผมสั่งกำลังพลทั้ง 2 แสนนายถืออาวุธและไปปราบปราม ผมทำไม่ได้ เพราะว่า 1.เป็นคนไทยด้วยกันเอง 2.ความขัดแย้งก็เป็นเรื่องของเรากันเอง ก็จะต้องพูดกันให้รู้เรื่อง และ 3.ถ้าความจำเป็นที่จะต้องให้ทหารถืออาวุธมาปราบปราม ผมจะใช้ปฏิบัติกับกองกำลังที่ถืออาวุธ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังดำเนินการสอบสวนและประสานงานร่วมกับตำรวจ หาคนที่ก่อเหตุรุนแรงซึ่งมีหลายกลุ่ม ให้ระวังตัวไว้ให้ดี"
ไม่สัญญาว่าจะไม่ปฏิวัติ
เมื่อถามว่า การปฏิวัติรัฐประหารเลิกคิดไปเลยใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องมาพูดกันทุกวัน ส่วนใครจะมองว่าสถานการณ์จะไปสิ้นสุดด้วยการปฏิวัติก็มองได้ การปฏิวัติที่ผ่านมาเพราะมีเหตุการณ์รุนแรง ความไม่เป็นธรรม แต่ในวันนี้โลกเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน ประชาชนก็เปลี่ยน พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้ไปถึงตรงนั้นเพราะเป็นเรื่องที่อันตราย
"แต่ผมคงไม่สัญญาว่าการปฏิวัติจะมีหรือไม่มี แต่ก็ยอมรับว่าการปฏิวัติเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องในทางนิตินัย แต่การปฏิวัติทุกครั้งก็เพื่อให้สถานการณ์ยุติ แล้วยุติได้หรือไม่ ก็ต้องไปนั่งวิเคราะห์กัน ทุกสถานการณ์จะต้องแก้ไขด้วยกฎหมาย หากแก้ไม่ได้ก็จะต้องใช้วิธีพิเศษ ส่วนจะเป็นวิธีพิเศษอย่างไรก็จะต้องไปว่ากัน อย่ามาโจมตีทหาร"
'ยิ่งลักษณ์'ยอมตายในสนามประชาธิปไตย
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวระหว่างปฏิบัติภารกิจที่จัหงวัดเชียงใหม่ ว่า การเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งนั้น ไม่อยากให้มีการตั้งเงื่อนไข แต่อยากให้เจรจาในกรอบของกฎหมาย
ก่อนหน้านี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ระบุว่า รัฐบาลไม่มีความจริงใจในการเจรจา การแก้ไขปัญหาของประเทศ พร้อมแสดงจุดยืนในการเจรจาและให้มีการถ่ายทอดสด
"สิ่งที่ดิฉันจะต้องถามกลับไป คือ ถ้าเราได้มีการพูดคุยกันโดยในฐานะที่ดิฉันเป็นผู้รักษากติกา ก็ต้องพูดคุยกันในกรอบของกติกา กรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ถ้าคุณสุเทพเห็นด้วยกับกรอบนี้ก็จะมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาได้ แต่ถ้าบอกว่าไม่เห็นด้วยกับกรอบนี้แล้วจะไม่ให้มีการเลือกตั้ง ไม่ให้รักษากติกาใดๆ เลยแล้วเราจะคุยกันได้อย่างไร จึงเป็นที่มาว่าทำไมจะต้องหาผู้ที่มาร่วมกันคิดและแก้ไขว่าจะทำกันได้อย่างไร เพราะถ้าต่างคนต่างตั้งเงื่อนไข ทุกอย่างจะเดินไปได้ยาก ขณะเดียวกันดิฉันเองที่จะจำเป็นต้องพูดคำนี้ในการรักษากติกา เพราะมีหลายคนถามว่าทำไมจึงพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ต้องบอกว่าเราเป็นผู้รักษากติกา รักษาประชาธิปไตย ถ้าในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือเป็นทหาร ก็ต้องบอกว่าทหารต้องทำหน้าที่ของตนเองจนนาทีสุดท้าย ทหารต้องรักษาพื้นที่ ต้องตายในสนามรบ วันนี้ดิฉันก็ต้องตายในสนามประชาธิปไตย" นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าว
นางสาวยิ่งลักษณ์ ขยายความที่ยอมตายคาสนามประชาธิปไตย กล่าวว่า หมายถึงคือหน้าที่ การที่ประเทศจะเป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่นจากต่างชาติได้ คือ การที่เราต้องเดินตามกรอบของประชาธิปไตย ซึ่งในฐานะที่เป็นผู้นำรัฐบาลก็ไม่สามารถบอกประเทศอื่นว่าตนเองจะไม่รักษาประชาธิปไตย จะให้คนอื่นมาฉีกรัฐธรรมนูญได้ เป็นใครที่อยู่ในหน้าที่ปฏิบัติก็ต้องทำหน้าที่ของตนเองเช่นเดียวกับทหารที่ต้องทำหน้าที่ของตนเองในสนามรบจนนาทีสุดท้ายเช่นเดียวกัน
เห็นด้วยหาคนกลางมาช่วยเจรจา
นางสาวยิ่งลักษณ์ หวังว่านายสุเทพจะมาหาวิธีการพูดคุยกัน ก็น่าจะมีโอกาสและสามารถแก้ไขปัญหาได้ ไม่ใช่เป็นการดีเบตตั้งเงื่อนไขหรือท้าทายกัน ซึ่งมันก็ไม่จบ
"ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีคนกลางเข้ามาช่วย ซึ่งอาจจะเป็นโอกาสที่ดีในการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกัน อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถที่จะบอกว่าเป็นการพูดเพื่อรักษากติกา รักษาประชาธิปไตย แล้วจะมาบอกว่าเราจะเจรจาบนเงื่อนไขที่ไม่เป็นประชาธิปไตย"
นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ข้อเสนอให้เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มาเป็นคนกลางการเจรจาและแก้ไขปัญหานั้น เป็นแนวทางหนึ่งเท่านั้น แต่เรื่องหลัก คือ เราจะต้องหันหน้ามาพูดคุยกัน





