วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สมคิด'ชี้การเมืองไทยปชช.ต้องการมีส่วนร่วม

"สมคิด"เผยการเมืองไทยไม่ใช่การปกครองในแนวดิ่งอีกต่อไป มีคนจำนวนมากต้องการมีส่วนร่วมกับการเมือง

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "สู่การปฏิรูปที่ปฏิบัติได้จริง : Getting Reform Right" บนเวทีเสวนาสาธารณะเรื่อง "ก้าวใหม่ประเทศไทย เดินหน้าสู่โหมดปฏิรูป" ที่โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพฯ จัดโดย สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย

นายสมคิด กล่าวตอนหนึ่งว่า สังคมไทยกำลังตื่นตัวกับการปฏิรูป และมีความกังวลว่าการปฏิรูปในประเทศไทยจะสามารถเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะในสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีที่มีความรุนแรงขึ้น จำเป็นต้องหาทางให้ยุติให้ได้โดยเร็ว ไม่เช่นนั้นสังคมจะไม่พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการปฏิรูป

"ในขณะนี้ประเทศไทยเปิดประตูเข้าไปสู่การเป็นรัฐล้มเหลว (Failed State) แล้ว ไม่ควรก้าวลึกไปกว่านี้ เพราะภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นจะมีผลต่อความเชื่อมั่นที่ต่างชาติจะมีต่อประเทศไทยลดลงเรื่อยๆ และหากปล่อยให้มีความรุนแรงเกิดขึ้นเรื่อยๆ ประเทศไทยจะเดินเข้าสู่มุมอับมากขึ้น จะมีปัญหาจำนวนมากเกิดขึ้นจนรัฐบาลในอนาคตจะต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้ากระทั่งไม่สามารถทำงานในเรื่องการปฏิรูปได้" นายสมคิด ระบุ

อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า เพื่อให้เห็นความจำเป็นและแนวทางในการปฏิรูปประเทศ มีเงื่อนไขที่จะต้องพิจารณาจำนวน 5 ข้อ ได้แก่

1.การทรุดลงของเศรษฐกิจไทยจากสถานการณ์ทางการเมือง โดยปัจจุบันกล่าวได้ว่า 4 เสาหลักของเศรษฐกิจ ทั้งการบริโภคของประชาชน การลงทุนภาครัฐ การลงทุนของเอกชน และการส่งออก ล้วนไม่มีแรงขับเคลื่อนเพียงพอ เห็นได้จากในปี 2556 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพียง 2.9% ซึ่งผลกระทบจะเกิดต่อเนื่องและส่งผลให้เศรษฐกิจย่ำแย่ลงในปี 2557

ทั้งนี้ เศรษฐกิจในเดือน ม.ค.-ก.พ.57 มีการหดตัวมาก และจะเห็นผลกระทบที่ชัดเจนในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า เราจะเห็นยอดขายของธุรกิจต่างๆ ลดลง โดยเศรษฐกิจที่หดตัวในช่วงต้นปีนี้มี สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากชาวนาที่ยังไม่ได้รับเงินจากโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งชาวนาและครอบครัวเป็นสัดส่วนใหญ่ของสังคมไทย เนื่องจากมีถึง 30-40 ล้านคน การไม่ได้เงินของชาวนาทำให้กำลังซื้อของคนในระดับฐานรากของเศรษฐกิจได้รับผลกระทบในวงกว้าง เห็นได้จากยอดขายของบะหมีกึ่งสำเร็จรูปและเครื่องดื่มชูกำลังก็ยังลดลง สะท้อนให้เห็นปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เกิดขึ้นในวงจรเศรษฐกิจ

ขณะที่การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ โดยเฉพาะงบลงทุนก็ไม่สามารถทำได้เต็มที่ในช่วงที่เป็นรัฐบาลรักษาการ ส่วนการลงทุนของภาคเอกชนในส่วนของนักลงทุนต่างชาติที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) คาดว่าจะมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในปีนี้ 4-5 แสนล้านบาทนั้น ก็อาจเป็นแค่การฝันกลางวัน เพราะหากสถานการณ์ทางการเมืองยังไม่คลี่คลายไปในทางที่ดี ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมีนักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวที่จะลดลง เพราะไม่มั่นใจในสถานการณ์ทางการเมือง

2.ผู้นำและคุณลักษณะของผู้นำ สังคมไทยจะต้องมีผู้นำที่มีความสามารถและมีวิสัยทัศน์ที่จะนำการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง แต่สังคมไทยยังขาดผู้นำที่มีลักษณะเช่นนี้ จึงจำเป็นต้องหาให้เจอ เพื่อให้การปฏิรูปสามารถขับเคลื่อนจนสำเร็จได้ เนื่องจากการปฏิรูปจะต้องมีผู้นำที่สามารถสร้างความร่วมมือในการปฏิรูป มีความมุ่งมั่น สามารถกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนทั้งสังคมให้เดินไปในทิศทางเดียวกันได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่ผู้นำที่ทำหน้าที่แค่ตั้งคณะกรรมการ หรือคณะอนุกรรมการขึ้นมาทำงานในด้านต่างๆ เท่านั้น

3.การบริหารจัดการในการปฏิรูปประเทศ จำเป็นที่จะต้องตั้งโจทย์ในการปฏิรูปให้ชัดเจนว่าจะมีเป้าหมายในการปฏิรูปด้านใดบ้าง และแปลงเป้าหมายในการปฏิรูปไปสู่วาระการปฏิบัติที่ชัดเจน เช่น การตั้งโจทย์ในการปฏิรูปการคลัง การศึกษา การเกษตร และการคอร์รัปชัน เมื่อตั้งโจทย์ในการปฏิรูปแล้วจะต้องสรรหาบุคคลมาดูแลรับผิดชอบการปฏิรูปในแต่ละประเด็น โดยเลือกคนที่มีความรู้ความสามารถในเรื่องนั้นๆ

เช่น รัฐมนตรีอาวุโส หรือคนภายนอกที่มีความรู้และมีความตั้งใจในการปฏิรูป เข้ามาดูแลประเด็นปฏิรูปในเรื่องต่างๆ โดยทำงานร่วมกับองค์กรและหน่วยงานที่มีความรู้ นำข้อเสนอที่เป็นประโยชน์มาใช้ และจัดทำรายงานความก้าวหน้าเป็นระยะ เพื่อเตรียมการสู่การจัดทำข้อกฎหมายที่จำเป็นต่อไป

4.การขับเคลื่อนการปฏิรูปโดยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสังคม เนื่องจากการปฏิรูปไม่ใช่กระบวนการทางกฎหมายที่บังคับใช้ แต่เป็นกระบวนการในการสร้างความเข้าใจกับสังคมเพื่อส่งผลในการปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรม การปฏิรูปจึงจะเกิดขึ้นได้โดยไม่เกิดกระแสต่อต้านจากกลุ่มต่างๆ ในสังคม

ทั้งนี้การเมืองไทยไม่ใช่การปกครองในแนวดิ่งอีกต่อไป มีคนจำนวนมากต้องการมีส่วนร่วมกับการเมือง ดังนั้นการปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้จะต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของพลเมือง การปฏิรูปประเทศจึงจะสำเร็จได้

5.ภาคประชาสังคมที่เข้มแข็งจะต้องรับหน้าที่ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากหากปล่อยให้ฝ่ายการเมืองเป็นผู้นำในการปฏิรูป อาจจะทำให้หยุดชะงักได้ เนื่องจากการเมืองจะให้ความสำคัญกับการบริหารงานในเรื่องอื่นๆ มากกว่าการปฏิรูป ดังนั้นภาคประชาสังคมซึ่งประกอบไปด้วยประชาชน ภาคเอกชน และสื่อมวลชน จะต้องผลักดันให้รัฐบาลเดินหน้าเรื่องการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องจนสำเร็จ

"ในขณะนี้ประเทศอยู่ในภาวะวิกฤติ แต่ในวิกฤติก็มีโอกาสที่ทุกคนตื่นตัวเรื่องการปฏิรูป ในสถานการณ์ขณะนี้ประเทศไทยต้องการปัญญาเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปที่ดีขึ้น ซึ่งนอกจากปัญญาและความรู้แล้ว เรายังต้องการจิตสำนึกที่ดี การเสียสละของทุกฝ่ายเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤติไปได้" นายสมคิดกล่าวทิ้งท้าย