ชุมชนแออัดในกรมปทุมวัน ตำรวจคุมม็อบกางมุ้งนอนลานจอดรถ
ผลพวงจากปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ของตำรวจชุดควบคุมฝูงชนจากผู้ชุมนุมกองทัพประชาชนโค่นระบบทักษิณ (กปท.) และกองทัพธรรมบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถนนราชดำเนิน จนเกิดเหตุรุนแรงทั้งปืนและระเบิดกระทั่งตำรวจและผู้ชุมนุมต้องสังเวยชีวิตถึง 5 ราย บาดเจ็บถึง 69 รายนั้น ได้ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมากมาย
ด้านหนึ่งคือเสียงตัดพ้อจาก "ตำรวจชั้นผู้น้อย" ที่ต้องรับภารกิจเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายทุกครั้งที่มีการเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ชุมนุมในความขัดแย้งที่พวกเขาไม่ได้เป็นผู้ก่อ
ขณะที่ในมุมมองจากสังคมภายนอกมีความเห็นแตกต่างหลากหลาย แต่ส่วนหนึ่งเริ่มเห็นว่าทั้งตำรวจและประชาชนต่างตกเป็นเหยื่อของผู้อำนาจทางการเมืองไม่ต่างกัน เพราะตลอดปฏิบัติการควบคุมฝูงชนร่วม 4 เดือน กระทั่งถึงภารกิจ "คืนความสุขให้คนกรุงเทพฯ" ของศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ได้มีการระดมกำลังตำรวจชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) จากตำรวจภูธรภาคต่างๆ เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจเป็นจำนวนมาก
เฉพาะในปฏิบัติการขอคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุมพร้อมกัน 5 จุดเมื่อวันที่ 18 ก.พ. มีการใช้กำลังตำรวจมากถึง 25,000 นาย!
จริงอยู่ที่ภาพปฏิบัติการต่างๆ ที่ปรากฏบนท้องถนนต่อหน้าสาธารณชน โดยเฉพาะการใช้อาวุธสงคราม ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ตำรวจในทางลบ แต่ในอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นความจริงที่อยู่เบื้องหลังตำรวจผู้ปฏิบัติเหล่านี้ พวกเขาถูกเกณฑ์ให้เข้ากรุงอย่างไม่ค่อยเต็มใจ แต่ต้องมาปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงอันตราย ไม่มีแม้ที่หลับที่นอนสบายๆ ต้องนอนกันตามอาคารจอดรถและทางเดินบนอาคารต่างๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จนกลายเป็น "ชุมชนแออัด" กลางกรมตำรวจ
"กรุงเทพธุรกิจ" นำส่วนเสี้ยวหนึ่งของชีวิตความเป็นอยู่ของตำรวจชั้นผู้น้อยระหว่างรอภารกิจควบคุมฝูงชน มาถ่ายทอดให้ได้รับรู้กัน
บ่ายแก่ๆ ใต้ร่มไม้และภายในอาคารจอดรถหลังอาคาร 1 หน้าอาคาร 33 ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังปฏิบัติการขอคืนพื้นที่สะพานผ่านฟ้าฯผ่านไปเพียงวันเดียว ยังคงคลาคล่ำไปด้วยตำรวจชุดควบคุมฝูงชนที่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่กระจายกันพักผ่อนตามจุดต่างๆ เพื่อรอรับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา
สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จัดให้พวกเขาซึ่งหมุนเวียนมาจากตำรวจภูธรภาคต่างๆ ทั่วประเทศเข้าพักกันตามใต้ถุนอาคาร ระเบียงทางเดินของอาคาร และตามชั้นต่างๆ ของอาคารจอดรถ โดยที่อาคารจอดรถนี้มี 4 ชั้น สภาพภายในค่อนข้างมืดทึบ เกือบทุกตารางนิ้วของทุกชั้นเต็มไปด้วยเต็นท์และมุ้งเต็นท์กางอยู่บนพื้นกันอย่างแออัด ซึ่งเต็นท์เหล่านี้คือที่หลับนอนและพักผ่อนหลังปฏิบัติหน้าที่ของชุดควบคุมฝูงชน
ตำรวจแต่ละคนหอบกระเป๋าสัมภาระข้าวของเครื่องใช้มากันเอง บางคนหิ้วพัดลมมาด้วยก็มี
ด้านล่างของอาคารจอดรถมีโต๊ะอำนวยการ และเป็นจุดบริการน้ำดื่ม พร้อมทั้งตั้งโทรทัศน์ไว้ให้ 1 เครื่องให้ตำรวจได้ดูกัน ส่วนเต็นท์นอนที่กางกันระเกะระกะก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษ มีเพียงตัวเต็นท์ ไม่มีฟูกนิ่มๆ ขณะที่ของใช้ส่วนตัวรวมไปถึงเครื่องแบบ หรือแม้กระทั่งผ้าเช็ดตัวถูกแขวนหรือพาดไว้ตามรั้วเหล็กรอบๆ อาคาร บางคนก็โยนไว้บนเต็นท์ของตัวเอง
ฝั่งตรงข้ามของอาคารจอดรถที่พวกเขาใช้เป็นที่นอนและพักผ่อน เป็นที่ทิ้งขยะจุดใหญ่ที่สุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีถุงดำใส่ขยะหลายถุงกองทับถมกันหลายชั้น พื้นที่โดยรอบมีเศษขยะเกลื่อนกลาด น้ำขยะไหลนอง ส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง พวกเขาต้องทนดมกลิ่นไม่พึงประสงค์นี้ไปจนถึง 4 ทุ่ม เพราะช่วงนั้นจึงจะมีรถขยะมาขนไปทิ้งในแต่ละวัน นอกจากนั้นยังต้องเผชิญกับหนูที่วิ่งกันขวักไขว่หาของกินตามกองขยะนี้่ด้วย
ยามว่างของตำรวจชุดควบคุมฝูงชน ได้แต่อาศัยสมาร์ทโฟนเป็นเพื่อนแก้เหงา บางคนคุยโทรศัพท์ นั่งคุยกันเอง หรือสูบบุหรี่คลายเครียดในมุมเล็กๆ ใกล้กับช่องว่างระหว่างอาคาร ซึ่งในพื้นที่เดียวกันนี้ก็ถูกดัดแปลงเป็นที่อาบน้ำ โดยนำผ้าใบ 2 ผืนมาขึงกั้นพอไม่ให้อุจาดตา
สภาพเช่นนี้ไม่ต่างจากในอาคารสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ช่วงนี้มีตำรวจภูธรภาค 3 เข้าไปพักตามระเบียงทางเดิน พื้นที่ว่างหน้าลิฟท์ในบางชั้น เต็นท์ที่นอนเป็นระเบียบกว่าในลานจอดรถ และมีเชือกขึงเป็นราวตากผ้าไว้ด้วย ที่ระเบียงมีช่องระบายอากาศเล็กๆ ซึ่งมีนกบินมาเกาะส่งเสียงอยู่เป็นระยะ แต่พวกเขาโชคดีกว่าหน่วยอื่นๆ เพราะได้ใช้ห้องน้ำในอาคาร
บ่ายวันนั้นเป็นช่วงที่ตำรวจภูธรภาค 3 กำลังฝึกซ้อมเตรียมความพร้อมในการควบคุมฝูงชนกันอยู่พอดี...
เจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นประทวนนายหนึ่งซึ่งรอการฝึกซ้อมอยู่ใกล้ๆ เล่าถึงการใช้ชีวิตที่บ้านหลังที่สองแห่งนี้ว่า กินอยู่ง่ายๆ มีอาหารกล่องที่หน่วยจัดไว้ให้ แต่ก็สามารถไปซื้อหาอาหารเพิ่มได้ที่โรงอาหารของโรงพยาบาลตำรวจและโรงอาหารใหญ่
ตำรวจชั้นประทวนที่ยืนอยู่ถัดไปอีกหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า อยากออกไปเดินเล่นนอกรั้วสำนักงานตำรวจแห่งชาติเหมือนกัน เห็นที่สยามสแควร์มีของขายและมีคนเดินเยอะ แต่ก็ไปไม่ได้เพราะกลัวถูกเรียกฉุกเฉิน
เมื่อถามถึงข้อความตัดพ้อถึงผู้บังคับบัญชาและ ศรส.ที่มีการส่งต่อกันห้องสนทนาของแอพพลิเคชัน "ไลน์" ตำรวจแต่ละคนต่างหยุดคิดนานหลายอึดใจก่อนตอบ "ก็ต้องทำตามหน้าที่"
กับเหตุการณ์รุนแรงและความสูญเสียที่สะพานผ่านฟ้าฯ เมื่อวันที่ 18 ก.พ. ตำรวจชั้นประทวนนายหนึ่ง บอกว่า เป็นหนึ่งในผู้ปฏิบัติหน้าที่ที่นั่น แต่ยืนอยู่แนวหลังบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
"ตอนนั้นพวกผมก็กำลังจะเดินหน้าไปต่อ แต่พอเริ่มมีการยิงกันก็ต้องหาที่หลบ เพราะไปต่อไม่ได้แล้ว ยิงมั่วไปหมด ก้มอย่างเดียว ตอนนั้นไม่มีใครคุ้มกันเราเลย มันมั่วไปหมดจริงๆ"
ตำรวจอีกนายหนึ่ง แม้จะมีรอยยิ้มแต่สังเกตได้ว่าแววตามีแต่ความอ่อนล้าและเคร่งเครียด เขาบอกว่า ตอนนี้รอเวลาสลับเปลี่ยนเวรกับทีมอื่นอยู่ อยากกลับไปพักที่บ้าน ส่วนตำรวจภูธรภาค 2 นั้นเดินทางกลับไปแล้วตั้งแต่วันที่เกิดเหตุ (18 ก.พ.)
ส่วนตำรวจที่ไม่ต้องฝึกซ้อมหรือเข้าเวรปฏิบัติหน้าที่ก็เดินเล่นพักผ่อนตามอัธยาศัย พวกเขาอยู่ในชุดเสื้อยืดกางเกงขาสั้นรับอากาศร้อนอยู่ตามจุดต่างๆ รอบๆ อาคารในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
หากใครเดินขึ้นอาคารไปอีกเพียงไม่กี่ก้าว ก็จะพบนายตำรวจระดับสูงอีกหลายสิบนายอยู่ในชุดเครื่องแบบเต็มยศกำลังจับกลุ่มจิบไวน์ แกล้มด้วยอาหารเลิศรส หยอกล้อคลอเคล้าด้วยเสียงเพลงจากวงดนตรีบนเวทีที่บรรเลงกันในงานเลี้ยงสังสรรค์งานหนึ่งอย่างสนุกสนานครื้นเครงในห้องแอร์เย็นฉ่ำ
ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว!





