ต้องออกไปรับปืนรับระเบิดเพื่ออะไร? เสียงเพรียกจากหัวใจนายตำรวจชั้นผู้น้อย กับปฏิบัติการณ์คืนพื้นที่ชุมนุม กปปปส.
จากปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ของตำรวจภูธรภาค 2 จากกลุ่มผู้ชุมนุมกองทัพประชาชนโค่นระบบทักษิณ (กปท.) และกองทัพธรรม บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถนนราชดำเนิน จนเป็นเหตุให้เกิดการกระทบกระทั่ง และสุดท้ายมีการก่อความรุนแรงด้วยการใช้ระเบิดและอาวุธปืนตามมา ทำให้ทั้งฝ่ายตำรวจและกลุ่มผู้ชุมนุมบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ยอดล่าสุดอยู่ที่ตาย 5 เจ็บ 73 คนนั้น
ภาพในฟากฝั่งของเหตุการณ์ที่นำความสูญเสียมาสู่ "ตำรวจ" ซึ่งกำลังถูกส่งต่อในโลกออนไลน์อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นโซเชียลมีเดียชื่อดัง หรือ "ไลน์" คือภาพ "ตำรวจเตะระเบิด" โดยตำรวจผู้นี้คือ ด.ต.ธีระเดช เล็กภู่ อายุ 44 ปี ผู้บังคับหมู่งานป้องกันปราบปราม (ผบ.หมู่ ป.) สภ.แสนสุข จ.ชลบุรี
เขานั่งยองๆ ถือโล่อยู่แถวหน้าสุดของแนวตำรวจ จู่ๆ ก็มีลูกระเบิดเหมือนถูกโยนมากระแทกโล่ของเพื่อน เมื่อเห็นว่าเป็นระเบิด เขารีบลุกขึ้นยืนแล้วเตะสุดแรงในจังหวะเดียวกับที่ระเบิดทำงาน แรงระเบิดทำให้กระดูกขาข้างซ้ายของเขาหักและแตกทันที
การรอดชีวิตมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ในครั้งนี้ทำให้เพื่อนตำรวจที่ร่วมเป็นร่วมตายในเหตุการณ์ได้พากันแสดงความยินดีและยกย่องให้เขาเป็น "วีรบุรุษ"
แต่ในอีกมุมหนึ่งคือการได้เห็นเพื่อนอยู่ในสภาพนอนหมดสติด้วยอาการบาดเจ็บสาหัสชนิดอาบเลือดบนพื้นถนน ต้องถูกหามออกจากสมรภูมิขนาดย่อมด้วยความทุลักทุเล ขณะที่เพื่อนตำรวจที่อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่กันอีกอย่างน้อยสิบกว่านายถูกสะเก็ดระเบิดตามร่างกายนอนเจ็บกันระนาว สร้างความรู้สึกสะเทือนใจตำรวจทุกคน
โดยเฉพาะกับบรรดา "ตำรวจชั้นผู้น้อย" ที่เป็นผู้ปฏิบัติการในพื้นที่ เริ่มเกิดความรู้สึก "รับไม่ได้" ที่ต้องมาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายรับเคราะห์จากความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้
ระดับอารมณ์ของตำรวจผู้ปฏิบัติที่มีต่อเหตุการณ์ครั้งนี้เริ่มพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ในโลกออนไลน์ ด้วยการระบายอารมณ์ผ่านตัวอักษรเป็นเชิงตัดพ้อนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่หรือผู้บังคับบัญชาระดับสูงที่ไม่วางมาตรการรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ปฏิบัติ
"ขอให้หายไวๆ นะผู้กล้าหาญจากพัทยา ฝากถามนาย กล้าพอหรือยังที่จะยุติ หรือจะต้องสูญเสียอีกกี่ชีวิต มีการแจ้งวิทยุตรวจสอบอาคารสูงการบินไทย พบชายชุดดำก่อน จนท. ตร. โดนถล่ม ไร้คำตอบ อรินทราช นเรศวร อยู่ไหน พวกผมได้ยินวิทยุชัดเจน ไร้การตรวจสอบ พวกผมโดน ฝากบอกนาย ไม่มีคำพูดครับ ข่าวกรอง การคุ้มกัน การวางแผนไร้คุณภาพครับ ชีวิตลูกน้องเจ็บ ตายเพื่ออะไรครับ"
นี่เป็นข้อความส่วนหนึ่งหลังจากที่เกิดเหตุระเบิดหน้าแนวตำรวจที่มีการส่งต่อๆ กันในไลน์และเฟซบุ๊คของกลุ่มผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ชุดควบคุมฝูงชน
หลังจากเกิดเรื่องร้ายๆ ไม่ทันข้ามคืน ก็มีข้อความในลักษณะ "แถลงการณ์อย่างไม่เป็นทางการ" จากกลุ่มที่อ้างชื่อว่า "ชุดควบคุมฝูงชนสำนักงานตำรวจแห่งชาติทั่วประเทศ" ระบุการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา ตำรวจต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก จึงขอเรียกร้องดังนี้
1.การปฏิบัติหน้าที่คราวต่อไปต้องมีการประกอบกำลังอาวุธเต็มรูปแบบ ทั้งอาวุธปืนพกส่วนตัวและอาวุธปืนยาวที่ใช้ประจำหน่วย ประกอบด้วย ลูกซอง และเอ็ม 79 2.ไม่ควรมีการเจรจากับผู้ชุมนุมอีกต่อไป เพราะที่ผ่านมาการเจรจาไม่ได้ผล
3.ให้ ศรส. (ศูนย์รักษาความสงบ) รับผิดชอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ต้องแถลงข่าวว่าไม่ใช้ความรุนแรง ไม่มีการสลายการชุมนุม เพราะคำพูดดังกล่าวเป็นการเอาตัวรอดของผู้มีอำนาจใน ศรส.เท่านั้น หากเกิดความรุนแรง ตำรวจผู้ปฏิบัติก็จะต้องรับผิดชอบทางอาญาตามลำพัง และที่ผ่านมาที่มีตำรวจและประชาชนเสียชีวิต ไม่รู้ว่าตำรวจผู้ปฏิบัติจะต้องรับผิดชอบหรือไม่หากเกิดมีการดำเนินคดี เพราะ ศรส. สามารถอ้างได้ตลอดเวลาว่า ศรส.ไม่มีนโยบายใช้ความรุนแรงและไม่มีนโยบายสลายการชุมนุม
4.ตำรวจทั้งประเทศเหนื่อยมามากแล้วในการปฏิบัติหน้าที่ หน่วยกำลังที่อยู่ในความปกครองของรัฐบาลก็มิได้มีเฉพาะตำรวจเท่านั้น หน้าที่หลักของตำรวจคือรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชนให้ปลอดภัยจากโจรผู้ร้ายทั่วไป และให้บริการประชาชนด้านการจราจรและงานด้านต่างๆ ตำรวจได้ทำหน้าที่ต่ออายุของรัฐบาลนี้มานานพอสมควรแล้ว ให้ใช้หน่วยงานอื่นบ้าง มิใช่ว่าเมื่อตำรวจมาเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมแต่กลับมีหน่วยงานที่ถืออาวุธอยู่ในฝั่งผู้ชุมนุมทั้งซ่อนเร้นและเปิดเผย รัฐบาลใช้งานตำรวจเกินกว่าเงินเดือน และมีบางส่วนเสียชีวิตและบาดเจ็บ
แถลงการณ์ที่อ้างว่ามาจากตำรวจชุดควบคุมฝูงชนฯ ยังระบุทิ้งท้ายว่า ในขณะที่ตำรวจทำงานมากกว่าปกติ มีราชการบางส่วนเห็นดีเห็นชอบในการหยุดงานในกรณีที่ผู้ชุมนุมปิดล้อมสถานที่ราชการ โดยไม่มีการต่อต้านหรือรวมตัวกันเรียกร้องสถานที่ราชการคืน จึงอยากให้ผู้มีอำนาจในรัฐบาล และ ศรส.พิจารณา พวกเรามีวินัยแต่เหลืออดแล้ว
อย่างไรก็ดี หลังจากมีการเผยแพร่และ "แชร์" ข้อความดังกล่าวไปทั่ว ปรากฏว่า พล.ต.ท.กวี สุภานันท์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) และผู้บัญชาการเหตุการณ์บริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ ได้ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า ตำรวจควบคุมฝูงชนในสังกัดตำรวจภูธรภาค 2 ที่ปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีการออกแถลงการณ์ตำหนิ ศรส.แต่อย่างใดทั้งสิ้น ส่วนการปฏิบัติงานนั้นได้มีการพูดคุยกับกำลังพลแล้ว ทุกคนยังมีขวัญกำลังใจที่ดี และพร้อมปฏิบัติหน้าที่ ทั้งยังยืนยันว่าตำรวจที่เผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ชุมนุมไม่มีอาวุธ มีเพียงโล่กับกระบองไว้ป้องกันตัวเท่านั้น
ทั้งนี้ กระแสการเรียกร้องจาก "ตำรวจชั้นผู้น้อย" ไม่ใช่ว่าเพิ่งเกิดเป็นครั้งแรก แต่เคยมีอย่างกว้างขวางในห้องสนทนาออนไลน์ ถึงขั้นส่งข้อความสั้นผ่านทางโทรศัพท์มือถือให้ไปรวมพลกันแสดงปฏิกิริยาต่อผู้บังคับบัญชาเมื่อปลายปีที่แล้วต่อเนื่องถึงต้นปีนี้ถึง 3 ครั้ง สืบเนื่องจากเหตุตำรวจปะทะผู้ชุมนุมที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพมหานคร (ไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง) จนตำรวจต้องสังเวยชีวิต
หนึ่ง คือ กลุ่มปกป้องวิชาชีพตำรวจ ซึ่งเป็นตำรวจในสังกัดกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) 88 สน. รวมตัวที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อ 30 ธ.ค.56
สอง กลุ่มข้าราชการตำรวจในสังกัดตำรวจภูธรภาค 3 จาก 8 จังหวัด ประกอบด้วย จ.นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ยโสธร อุบลราชธานี อำนาจเจริญ และศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 2 ม.ค.57
สาม ข้าราชการชั้นสัญญาบัตรและชั้นประทวนของตำรวจภูธรภาค 4 ประมาณ 2,000 นาย รวมตัวแสดงพลังที่ลานอนุสาวรีย์จ่าดำ อนุสรณ์แห่งความเสียสละ หน้ากองบังคับการอำนวยการ บช.ภ.4 ถนนศูนย์ราชการ อ.เมือง จ.ขอนแก่น เมื่อ 3 ม.ค.57
แหล่งข่าวตำรวจชั้นประทวนนายหนึ่ง เล่าว่า ในห้องสนทนาออนไลน์ของตำรวจมีการส่งแถลงการณ์ที่อ้างว่าเป็นของชุดควบคุมฝูงชนเช่นกัน แต่ไม่ทราบว่าต้นตอของข้อความนี้มาจากที่ใด ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่สะพานผ่านฟ้าฯ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่บริเวณดังกล่าว แต่ก็มีเพื่อนตำรวจที่อยู่ภูธรภาค 2 มีการส่งข้อความในลักษณะไม่อยากไปปฏิบัติหน้าที่ควบคุมฝูงชน
"ผมเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้บังคับบัญชาจะบอกว่าไม่มีอะไร แต่ในความเป็นจริงในกลุ่มตำรวจชั้นประทวนที่เป็นผู้ปฏิบัตินั้น ต้องยอมรับว่ามีคนที่เครียดและไม่เห็นด้วยกับบทบาทของผู้บังคับบัญชา เพราะเขาคิดว่าต้องออกไปรับปืนและระเบิดไปเพื่ออะไร" ตำรวจชั้นประทวนผู้นี้ กล่าว
นอกจากนั้นยังมีเสียงจากตำรวจชั้นผู้น้อยที่สะท้อนเข้าหูผู้สื่อข่าวภาคสนามในวันขอคืนพื้นที่ 18 ก.พ.ว่า "ขนาดนักข่าวยังมีเสื้อเกราะ แล้วพวกเราล่ะมีอะไร"
ผู้สื่อข่าวภาคสนามสังเกตว่า ตำรวจชั้นประทวนที่ประจำแถวหน้าของกองร้อยควบคุมฝูงชนนั้น จะใส่เสื้อเกราะกันกระสุน แต่แนวหลังไม่ได้ใส่ ต่อเมื่อแถวหน้าพักจากการทำหน้าที่ ก็จะถอดเสื้อเกราะออกแล้วส่งต่อให้ชุดที่อยู่แถวหลัง สลับขึ้นไปทำหน้าที่แถวหน้าบ้าง เป็นอย่างนี้จนกว่าจะจบภารกิจ!
นี่คือชีวิตจริงของตำรวจชั้นผู้น้อยที่ผู้ใหญ่สมควรเหลียวแลและให้ความสำคัญ





