"สุรชาติ บำรุงสุข"นักวิชาการด้านความมั่นคง วิเคราะห์ 10 แนวโน้มประเทศ ระวังเดดล็อกกฎหมาย-เงื่อนตายการเมือง
ท่ามกลางบรรยากาศที่คนไทยเกือบทั้งประเทศยังคาดเดาไม่ออกว่าบทสรุปของบ้านเมืองจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองจะเดินไปทางไหน สุรชาติ บำรุงสุข นักวิชาการด้านความมั่นคง จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอ "ฉากทัศน์" หรือ "ซีนาริโอ" ที่เป็นไปได้ 10 แนวทาง
1.รัฐประหาร สามารถล้มรัฐบาลได้ทันที แต่แนวโน้มมีน้อยลง เพราะผู้นำทหารไม่อยากเสี่ยง
2.ตุลาการภิวัตน์ แม้จะมีประเด็นรอชี้ขาดอยู่หลายเรื่อง แต่ไม่สามารถล้มรัฐบาลได้ทันที โดยเฉพาะการดำเนินคดีอาญาเป็นผลที่จะเกิดตามมา และต้องใช้เวลา
3.ชุมนุมยืดเยื้อ ไม่แพ้ไม่ชนะ เป็นตัวแบบคล้ายประเทศยูเครน
4.รัฐบาลชนะแต่ปกครองไม่ได้ มีอำนาจจริง แต่ขาดเสถียรภาพ ผลก็คือประเทศไทยกลายเป็น "คนป่วยแห่งเอเชีย" ของจริง
5.จลาจล ผลอาจเป็นไปได้ทั้งรัฐบาลชนะหรือผู้ชุมนุมชนะ หากผู้ชุมนุมชนะก็จะมีตัวแบบเหมือน 14 ตุลาฯ 2516 แต่หากรัฐบาลชนะ ก็จะมีตัวแบบเหมือนกรณีเทียนอันเหมินของจีน
6.ความขัดแย้งลากยาว ความรุนแรงขยายตัวและมีแนวโน้มมากขึ้น อาจเกิดความขัดแย้งด้วยกำลังอาวุธในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ผลก็คือสงครามกลางเมือง นำไปสู่รัฐล้มเหลว ซึ่งสุดท้ายก็เป็นไปได้ทั้งรัฐบาลชนะหรือผู้ชุมนุมชนะ
7.รัฐบาลคนกลาง
8.ทุกฝ่ายรวมตัวตั้งรัฐบาลผสม จะเป็นโมเดลคล้ายๆลาวและกัมพูชาในอดีต
9.เจรจาประนีประนอมต่อรองทางการเมืองกันลับหลัง แล้วยอมให้ปัญหาจบ รัฐบาลอยู่ต่อไป ทำให้การเลือกตั้งเดินต่อได้
และ 10.รัฐบาลต่างประเทศแทรกแซง เพราะปล่อยให้วิกฤติในประเทศไทยยืดเยื้อไม่ได้ เนื่องจากกระทบกับผลประโยชน์ของต่างชาติและภูมิภาค
อาจารย์สุรชาติ วิเคราะห์ต่อว่า มาตรการยึดพื้นที่คืนของรัฐบาลที่กำลังดำเนินการอยู่นี้ศูนย์รักษาความสงบ (ศรส.) ใช้ยุทธวิธีตีโอบล้อม เหมือนเล่นหมากล้อม คือ ดำเนินการกับจุดชุมนุมรอบนอกที่มีมวลชนจำนวนน้อยก่อน เพื่อบีบจุดใหญ่ที่อยู่ใจกลาง แต่แน่นอนว่าเวทีใหญ่ 3 แห่ง คือ ปทุมวัน สวนลุมพินี และอโศก ยังเป็นปัญหา เพราะผู้ชุมนุมเยอะพอสมควร
ฉะนั้นแนวโน้มจากมาตรการยึดพื้นที่คืนอาจนำไปสู่แนวทางข้อ 4 คือ ปัญหายังไม่จบ เพราะสมมติสลายการชุมนุมและจับกุมแกนนำได้จริงๆ ถามว่าการเลือกตั้งจะทำอย่างไร เพราะมีปัญหาทั้งข้อกฎหมายและปัญหาทางการเมือง เป็นปัญหาระหว่างรัฐบาลกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) และรัฐบาลกับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งไม่ใช่ฐานเสียงของรัฐบาล
นอกจากนั้น สถานการณ์อาจพัฒนาไปสู่ข้อ 5 คือ "จลาจล" ได้เหมือนกัน หรืออาจจะเป็นข้อ 3 คือ สลายการชุมนุมไม่สำเร็จ กลายเป็นการชุมนุมยืดเยื้อต่อไป
"สำหรับเรื่องรัฐบาลคนกลาง จากข่าวทางสื่อเริ่มเห็นชัดเจนขึ้น แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้แค่ไหน ส่วนรัฐบาลผสมคงเป็นไปได้ยาก ถึงขณะนี้ผมคิดว่าข้อ 9 คือการเจรจาประนีประนอมยังเป็นความหวังและเป็นแนวทางที่ดีที่สุด แต่ก็เกรงว่าจะกลับไปข้อ 4 คือ รัฐบาลอยู่ต่อได้จริง แต่คุมการเมืองไม่ได้ ก็จะกลายเป็นพายเรือวนในอ่าง ส่วนการปล่อยให้ต่างประเทศเข้าแทรกแซงจะไม่เป็นประโยชน์กับไทยเลย เป็นเรื่องที่คู่ขัดแย้งและทุกฝ่ายต้องระมัดระวัง"
อย่างไรก็ตาม อาจารย์สุรชาติ มองว่า ภายในสัปดาห์นี้จะมีการเคลื่อนของสถานการณ์ และอาจมองเห็นแนวโน้มได้ว่าจะถอยหรือไม่ถอย จบหรือไม่จบ จะมีรัฐบาลคนกลางหรือไม่ หรือการเจรจาจะประสบความสำเร็จ แต่ถึงกระนั้น แนวทาง "รัฐบาลคนกลาง" ที่หลายฝ่ายพูดถึงก็ยังมีปัญหาตามมา เพราะต้องงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา จุดนี้ถือเป็นปัญหาใหญ่มาก ถามว่าใครจะเป็นคนประกาศ เนื่องจากคนเสื้อแดงและอาจรวมถึงคนเสื้อขาวที่ออกมาจุดเทียนด้วย ไม่ยอมแน่ๆ
"ปัญหาตอนนี้ คือ หมุนซ้ายก็ติด หมุนขวาก็ติด เงื่อนไขในรัฐธรรมนูญและกฎหมายเป็นปมที่แก้ไม่ออก เงื่อนไขการเมืองถูกกฎหมายล็อก เป็นปมที่แก้ไม่หลุด คราวนี้จะเกิดเดดล็อกทั้งการเมืองและกฎหมาย เพราะกฎหมายเป็นตัวล็อกทุกอย่าง ทำให้วิกฤตการเมืองคลายตัวไม่ได้ เช่น รัฐบาลรักษาการมีอายุเท่าไร เป็นปัญหาข้อกฎหมาย ต้องนำไปสู่การตีความชี้ขาด แต่หากองค์กรผู้ชี้ขาดไม่ได้รับความเชื่อถือจากคู่ขัดแย้งอีกฝ่าย ก็จะมีปัญหาการเมืองตามมา ฉะนั้นเดดล็อกทั้งการเมืองและกฎหมายคือข้อสอบที่ยากที่สุดของการเมืองไทย"
"แต่จนถึงวันนี้ยังไม่รู้จะจบอย่างไร จะมีคนตัดปมหรือไม่ ดาบที่ใช้ตัดปมจะเหมือนไคโรภาค 2 (อียิปต์) หรือเปล่า (คนชั้นกลางไม่ยอมรับรัฐบาลจากพรรคภราดรภาพมุสลิมที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วกดดันให้ทหารออกมาล้มรัฐบาล และจับตัวผู้นำรัฐบาล) ถ้าต้องตัดปม อาจมีการลากทหารเข้ามา แต่ผมยังเชื่อว่าโมเดลของบ้านเราจะไม่ออกแบบไคโร"
เขายังมองในแง่บวกว่า ถ้าประเทศไทยผ่านวิกฤติการเมืองครั้งนี้ได้ สังคมไทยจะมีวุฒิภาวะทางการเมืองมากขึ้น และจะไม่มีการประท้วงขนาดใหญ่กว่านี้อีกแล้ว เพราะครั้งนี้น่าจะใหญ่ที่สุด และทุกฝ่ายในสถาบันการเมืองจะปรับตัว
"แม้มีการต่อต้านรัฐบาลขนานใหญ่ แต่ก็ไม่มีการรัฐประหาร ผมคิดว่าถ้ามองมุมบวกก็จะเป็นผลดีกับการเมืองไทย ส่วนการถกเถียงกันในประเด็นข้อกฎหมายและการเมือง จะเป็นพื้นฐานที่นำไปสู่การปฏิรูปได้ในระยะยาว เพราะเราเห็นแล้วว่าอะไรคือปัญหาและอุปสรรคจริงๆ"





