บทเรียนธนาคารรัฐ บทโศกแบงก์ออมสิน หลับหู หลับตา สนองรัฐบาล ทำลายความเชื่อมั่นที่สะสมมากว่า 100 ปี...ธนาคารที่ก่อตั้งโดยล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 6
กระแสแห่ถอนเงินฝาก จากประชาชนที่ไม่พึงพอใจต่อการตัดสินใจของผู้บริหารธนาคารออมสิน ในการปล่อยกู้ผ่านตลาดอินเตอร์แบงก์ ที่เป็นการปล่อยกู้ระหว่างธนาคาร ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในวงเงิน 20,000 ล้านบาท ใช้ในโครงการรับจำนำข้าว จนเป็นเหตุผู้ฝากจำนวนมาก พากันแห่ไปถอนเงินฝาก รวม 2 วันเป็นเม็ดเงินสูงถึง 7 หมื่นล้านบาท แม้จะมีความพยายามในการนำเงินมาฝากของมวลชนอีกฝั่ง แต่สุทธิแล้วเงินที่ไหลออกจากความไม่พอใจการดำเนินนโยบายของแบงก์รัฐ มีก็มียอดสุทธิที่ถูกถอนสูงถึง 5 หมื่นล้านบาท เป็นที่มาให้ วรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี ต้องประกาศทิ้งเก้าอี้ผู้อำนวยการ เพื่อแสดงความรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นในวงกว้างและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ฝากเงิน
การปล่อยกู้ผ่านอินเตอร์แบงก์ อาจเป็นเรื่องปกติหากว่า ธ.ก.ส. มีปัญหาขาดสภาพคล่องจริงฉับพลันจริง แต่เพราะที่ผ่านมา ธ.ก.ส.ยืนยันมาตลอดว่าไม่ได้มีปัญหาสภาพคล่อง โดยปัจจุบันมีสภาพคล่องสูงถึง 1.8 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นที่มาทำให้การปล่อยกู้อินเตอร์แบงก์ของออมสินไม่มีความน่าเชื่อถือ ขนาดที่นักการเงินบางคน รวมถึงกรรมาธิการการเงินการคลัง ออกมา ระบุว่าเป็นนิติกรรมอำพราง
ที่ผ่านมาความพยายามของรัฐบาลในการวิ่งหาสภาพคล่องให้กับ ธ.ก.ส.เพื่อนำไปจ่ายหนี้ชาวนาทั่วประเทศ ด้วยการเปิดให้ธนาคารพาณิชย์เข้าร่วมประมูลสินเชื่อที่ปล่อยให้กับ ธ.ก.ส. ในวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกัน หากเป็นสถานการณ์ปกติธนาคารพาณิชย์คงแห่กันเข้าร่วมประมูลเพื่อชดเชยสินเชื่อเอกชนที่ชะลอตัวในขณะนี้ แต่การประมูลครั้งดังกล่าวต้องล้มไม่เป็นท่า เพราะไม่มีธนาคารพาณิชย์ให้ความร่วมมือ โดยอ้างถึงความไม่ชัดเจนด้านกฎหมาย โดยเฉพาะอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ที่รัฐบาลรักษาการไม่สามารถก่อภาระผูกพันข้ามรัฐบาลได้
แม้ว่าแรงต้านของสังคมที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา น่าจะวาดภาพให้เห็นแล้วว่า เหตุการณ์แห่ถอนเงินวันนี้จะต้องเกิดขึ้น แต่แรงกดดันจากรัฐบาลและว่ากันว่า มีการทวงบุญคุณข้ามประเทศ วรวิทย์ได้รับอาจจะหนักหนากว่าจนนำมาสู่การดิ้นหาช่องทางใหม่ที่คิดว่าทำได้ นั่นคือการให้กู้ผ่านตลาดอินเตอร์แบงก์ดังกล่าว จริงอยู่ว่าช่องทางดังกล่าวสามารถทำได้เพราะเป็นช่องทางในการบริหารสภาพคล่องของสถาบันการเงินตามปกติที่ทำกันอยู่ และไม่มีใครมานั่งตรวจสอบกันว่าสภาพคล่องของผู้กู้ขาดแคลนจริงหรือไม่ และจะนำเงินดังกล่าวไปใช้ในวัตถุประสงค์ใด
นอกเหนือจากข้อสรุปว่าทำได้หรือไม่ได้แล้ว การพิจารณาในความเสี่ยงอื่นที่เกี่ยวข้อง ก็เป็นประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณาเช่นกัน โดยเฉพาะความรับผิดชอบต่อสังคม ผู้ฝากเงิน เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าธนาคารออมสินไม่รับรู้รับทราบเงินกู้ดังกล่าวจะนำไปใช้ในโครงการรับจำนำข้าวหรือไม่ เมื่อสถานการณ์ต่างๆ ได้ผ่านมาถึงจุดนี้แล้ว ขณะที่การปล่อยกู้ในตลาดอินเตอร์แบงก์ เป็นการกู้ยืมในระยะสั้นเท่านั้น ไม่เหมาะสมที่จะนำมาปล่อยกู้ในโครงการระยะยาว หรือใช้เป็นช่องทางหารายได้ของธนาคาร ความเสี่ยงที่ ธ.ก.ส. จะไม่สามารถคืนเงินได้เมื่อครบกำหนดการกู้ยืม ยังมี
การออกมายอมรับของวรวิทย์ครั้งนี้ จึงถือเป็นย่างก้าวที่ผิดพลาดที่สุด และถือเป็นบทเรียนราคาแพงให้กับบรรดาแบงก์รัฐทั้งหลายว่าการดำเนินนโยบายใดๆ ต้องคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาล แม้ว่าจะเป็นสถาบันการเงินของรัฐ และความรับผิดชอบต่อผู้ฝากเงินนั้นสำคัญยิ่ง
อย่างไรก็ตาม การอนุมัติวงเงินกู้อินเตอร์แบงก์จำนวน 20,000 ล้านบาท ให้กับธ.ก.ส. ครั้งนี้ ถือเป็นธุรกรรมขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยคนคนเดียว แม้จะเป็นถึงผู้อำนวยการแบงก์ก็ตาม ดังนั้นคณะกรรมการธนาคารออมสิน คงไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ไม่มีส่วนในการพิจารณาวงเงินก้อนนี้ และหากเป็นเช่นนั้น ความรับผิดชอบของคณะกรรมการธนาคารควรอยู่ตรงไหน โดยเฉพาะคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนจากรัฐบาลรับคำสั่งมาให้ธนาคารแห่งนี้ สนองนโยบายของรัฐ จะต้องถูกสังคมตั้งคำถามถึงหลักธรรมาภิบาลและประกาศลาออกตามวรวิทย์ไปด้วยหรือไม่ อย่างไร
แม้ว่า ธนาคารออมสิน จะเป็นสถาบันการเงินที่มีรัฐถือหุ้น 100% และต้องสนองนโยบายรัฐ ซึ่งบางทีก็คือนักการเมือง แต่ความรับผิดชอบต่อผู้ฝากเงินก็ต้องมี ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้บริหารธนาคาร ที่ต้องสร้างสมดุลในการดำเนินงาน ที่ต้องยึดธรรมาภิบาลเป็นหลัก
ที่สำคัญการหลับหู หลับตา เป็นเครื่องมือของรัฐ เพียงเพื่อรักษาสถานะของตนเอง นำไปสู่บทโศกของธนาคารเก่าแก่ที่สั่งสมความน่าเชื่อถือมากว่า 100 ปี และเป็นธนาคารที่ก่อตั้งโดยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6





