วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดรายงานสถานการณ์เด็กชายแดนใต้

เปิดรายงานสถานการณ์เด็กชายแดนใต้ 4 ข้อเสนอป้องกันตกเป็นเหยื่อรุนแรง

เหตุรุนแรงที่เกิดกับเด็กโดยตรง หรือมีเด็กได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะถูก "ลูกหลง" ในสถานการณ์ความไม่สงบจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งหลายคนเรียกว่า "สถานการณ์สงคราม" นั้น ปรากฏถี่ขึ้นและมีความสูญเสียมากขึ้นอย่างน่าตกใจ

ข้อมูลจาก "ศูนย์ข่าวภาคใต้ สำนักข่าวอิศรา" ระบุว่า ชั่วระยะเวลาเพียง 2 เดือน คือ เดือน ธ.ค.56 ถึงสิ้นเดือน ม.ค.56 มีเหตุรุนแรงที่เด็กได้รับผลกระทบ ทั้งถูกลูกหลง จงใจฆ่าเด็ก และการก่อเหตุรุนแรงบริเวณสถานศึกษาซึ่งสุ่มเสี่ยงที่เด็กจะตกเป็นเหยื่อ มากถึง 9 เหตุการณ์ ทำให้มีเด็กเสียชีวิตถึง 5 คน บาดเจ็บ 3 คน

ข้ามมาถึงเดือน ก.พ. เกิดเหตุคนร้ายบุกยิงยกครัว "ครอบครัวมะมัน" ที่บ้านปะลุกาแปเราะ ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ทำให้เด็กชายสามพี่น้องเสียชีวิตทั้งหมด โดยเหยื่ออายุเพียง 11 ปี 9 ปี และ 6 ปี หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 13 ก.พ. เกิดเหตุคนร้ายกราดยิงชาวบ้านขณะกำลังใส่บาตรที่ อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี ทำให้เด็กชายวัย 9 ขวบเสียชีวิตไปอีก 1 คน เด็กหญิงอายุ 11 ขวบได้รับบาดเจ็บ โดยทั้งคู่เป็นพี่น้องกัน

ที่น่าตกใจคือ ข้อมูลจากคำสัมภาษณ์ผู้ที่ทำงานด้านเด็กในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่าง ศุภวรรณ พึ่งรัศมี ประธานธาดานุสรณ์ องค์กรแห่งการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัวจังหวัดชายแดนใต้ สะท้อนปัญหาว่า ในพื้นที่ขณะนี้จะเห็นได้ว่ามีข่าวเด็กได้รับผลกระทบจากความรุนแรงเยอะมาก แต่กลับไม่มีหน่วยงานรัฐหน่วยงานไหนลงมาทำงานเรื่องเด็กโดยตรงเลย ไม่มีแม้กระทั่งการจัดเก็บข้อมูลที่ชัดเจน ทำให้ไม่สามารถบอกได้ว่าตัวเลขเด็กที่ได้รับผลกระทบจนถึงขณะนี้มีเท่าไร

"ทุกคนรู้ว่ามีเด็กที่ประสบปัญหาเยอะ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านจิตใจ การวางตัวในสังคม เพราะอย่าลืมว่าเด็กที่ประสบความรุนแรง จะมีปัญหาพอสมควร โดยเฉพาะทางด้านจิตใจ สมาธิ จากเด็กที่ตั้งใจเรียนเมื่อพบความรุนแรงจะกลายเป็นเด็กที่ไม่ตั้งใจเรียนเลย" เป็นข้อมูลจาก ศุภวรรณ ที่ให้สัมภาษณ์ศูนย์ข่าวเดียวกันเมื่อ 14 ธ.ค.56

ด้วยสภาพปัญหาดังกล่าว ล่าสุดจึงมีความพยายามขององค์กรภาคประชาสังคม นำโดย มูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) เครือข่ายส่งเสริมสิทธิและเข้าถึงความยุติธรรม (HAP) และกลุ่มด้วยใจ ได้จัดทำรายงานชื่อ "สถานการณ์เด็กและผู้หญิงจังหวัดชายแดนใต้ ปี 2556" เพื่อศึกษาสถานการณ์ของเด็กและผู้หญิงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้ความรุนแรงรูปแบบต่างๆ พร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อร่วมกันแก้ปัญหา

กล่าวเฉพาะสถานการณ์เด็กชายแดนใต้ รายงานฉบับดังกล่าวอ้างสถิติตัวเลขว่า ตั้งแต่ปี 2547 ถึงวันที่ 31 ต.ค.2556 มีเด็กเสียชีวิตจากความรุนแรงทางอาวุธจำนวน 62 คน บาดเจ็บ 374 คน ทั้งยังพบว่าเด็กจำนวนไม่น้อยกลายเป็นเป้าหมายของการก่อความรุนแรงด้วยอาวุธไปโดยปริยาย เนื่องจากเด็กเหล่านั้นใช้ชีวิตประจำวันใกล้บริเวณที่เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการก่อเหตุรุนแรง

สำหรับผลของความรุนแรงที่เด็กได้รับ ซึ่งเกิดจากการกระทำของทั้งสองฝ่าย คือ เจ้าหน้าที่รัฐที่อ้างความชอบธรรมในการปกป้องประเทศ กับกลุ่มที่อ้างความชอบธรรมในการกอบกู้เอกราช มีทั้งผลทางตรงและทางอ้อม กล่าวคือ

ผลกระทบทางตรง ได้แก่ เด็กจำนวนไม่น้อยต้องเสียชีวิต บาดเจ็บ หรือพิการ เด็กจำนวนมากสูญเสียสมาชิกในครอบครัวที่ต้องเสียชีวิตจากเหตุรุนแรง หรือต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าทันทีหลังบุคคลอันเป็นบุพการีต้องเสียชีวิตจากการก่อเหตุ หรือต้องถูกรัฐคุมขังจากการต้องเป็นผู้ต้องหาคดีความมั่นคง

"เด็กที่รอดชีวิตจากการระเบิด อาจต้องใช้เวลา 10 ปีในการรอคอยแขนหรือขาเทียม เด็กบางรายต้องสูญเสียดวงตา และบางรายต้องใช้ชีวิตด้วยเครื่องช่วยหายใจ" รายงานระบุตอนหนึ่ง และว่าเด็กที่รอดชีวิตที่กลายเป็นคนพิการ ยังทำให้สูญเสียโอกาสในการเข้ารับการศึกษาในโรงเรียนร่วมกับเด็กปกติ รวมถึงการชีวิตในสังคมในระยะยาวหลังสงครามจบสิ้นลง

ผลกระทบทางอ้อม ส่วนใหญ่ส่งผลต่อสุขภาพจิต เช่น ความเครียด งานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า เด็กและวัยรุ่นในภาวะสงครามและการก่อการร้าย ไม่เพียงแต่ถูกฆ่าหรือได้รับบาดเจ็บเท่านั้น แต่ยังมีอาการซึมเศร้า อีกทั้งการตกอยู่ในภาวะสงครามหรือการก่อการร้ายทำให้ขาดการขัดเกลาทางสังคมและมนุษยธรรม สิ่งเหล่านี้ได้ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทางด้านจิตใจ สุขภาวะด้านบวกต่างๆ ในชีวิต ส่งผลทำให้เด็กรู้สึกยอมรับความรุนแรงและนิยมการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ทำให้วงจรของความรุนแรงดำเนินและเติบโตต่อไปแบบไม่มีที่สิ้นสุด

รายงานสถานการณ์เด็กและผู้หญิงจังหวัดชายแดนใต้ฯ ยังเสนอแนวทางการป้องกันไม่ให้เด็กตกเป็นเหยื่อของการใช้ความรุนแรงด้วยอาวุธ ดังนี้

1.ควบคุมและตรวจตราการมีอาวุธไว้ในครอบครองของประชาชนอย่างเข้มงวด เพื่อพยายามสกัดกั้น ป้องกันการใช้อาวุธในแหล่งชุมชน

2.รณรงค์ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสอดส่องดูแลสิ่งผิดปกติเพื่อสกัดกั้นอาวุธหรือวัตถุที่อาจเป็นระเบิดที่ใช้ก่อเหตุรุนแรง

3.การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ควรรัดกุม รอบคอบ และระมัดระวังผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชน

และ 4.ไม่ชักชวนชี้นำเด็กและผู้หญิงในการจับอาวุธ

รายงานดังกล่าวยังมีข้อเรียกร้องถึงผู้ใช้ความรุนแรงทุกฝ่ายว่า 1. ขอให้กำหนดเป้าหมายที่มิใช่ประชาชนผู้บริสุทธิ์ หรือผู้ที่ไม่มีอาวุธ เพื่อให้การต่อสู้นั้นเป็นไปตามหลักสากลในการต่อสู้ในภาวะสงคราม และทุกฝ่ายควรเคารพต่อหลักสิทธิมนุษยชน 2.ขอให้ระมัดระวังมิให้การก่อเหตุนั้นกระทบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์หรือใช้การต่อสู้ในเชิงสันติวิธี หรือการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ 3.ขอให้การต่อสู้ไม่ไปกระทบต่อสิทธิเด็กและผู้หญิง 4.ไม่ชักชวนชี้นำเด็กและผู้หญิงในการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาหรือป้องกันตนเอง