"หมอวรงค์"เตือนชาวนาอย่าหลงกลเข้าตรวจโกดังข้าว เพราะจะกลายเป็นตราประทับไม่รู้ตัว จี้รัฐบาลรับความจริง
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตส.ส.พิษณุโลกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงเหตุการณ์เผาโกดังเก็บข้าวในโครงการ ข้าวเปลือกนาปี 2555 คลังสินค้ากลางลำนารายณ์ หลังที่ 1 อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี เมื่อวันที่11ก.พ.ที่ผ่านมาว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายคนอาจเข้าใจผิดว่าข้าวในโกดังถูกเผาไม่กี่ร้อยกระสอบ ถือเป็นการเข้าใจผิด เพราะไม่ว่าข้าวจะถูกเผา 1 กระสอบ หรือ 10 กระสอบ ก็ถือว่าเสียหายแล้ว เพราะจะต้องมีรถดับเพลิงเข้าไปดับไฟ ทำให้ข้าวในโกดังถูกน้ำมีเชื้อราและเน่าในที่สุด
นพ.วรงค์ กล่าวถึงกรณีที่นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รักษาการรองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ระบุว่ายินดีให้ชาวนาเข้าไปตรวจโกดังโครงการรับจำนำข้าวว่า ขอเตือนชาวนาว่าอย่าไปตรวจ เพราะจะเป็นการไปประทับตรา รับรองข้าวในโกดังของรัฐบาลว่าอยู่ครบและไม่เน่าเสีย เพราะหากชาวนาเข้าไปเองจะตรวจสอบได้เพียงรอบนอกเท่านั้น เพราะที่ผ่านมาจะมีการนำข้าวเน่ามารวมอยู่ในกอง และนำข้าวดีมาล้อมไว้รอบนอก และอาจไม่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าของโกดังต่างๆ ถ้าเข้าไปตรวจควรมีการตั้งคณะกรรมการอิสระ จะต้องมีผู้ชำนาญการเข้าไปร่วมตรวจสอบด้วย โดยต้องตรวจสอบพร้อมกันทั่วประเทศ และไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า
นพ.วรงค์ กล่าวว่า ขณะนี้มีชาวนาบางส่วนได้รับเงินจำนำข้าว จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) ถือเป็นการหยอดน้ำเลี้ยงแก้กระษัย สร้างภาพ เป็นการโอนเงินไปปิดปากชาวนาเท่านั้น เพราะ เงินที่จ่ายไปเป็นเพียงเศษเงินเล็กน้อย อาจจะจ่ายเพียงสาขาละ3-5 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับชาวนาผู้เดือดร้อน 1.4ล้านครัวเรือน วงเงิน 1.3แสนล้านบาท ดังนั้นแกนนำชาวนาจะต้องเดินหน้าเรียกร้องเงิน 1.3แสนล้านบาทเพื่อชาวนาทั้งหมด
น.พ.วรงค์ กล่าวว่า โครงการนี้มีสัญญาณเตือนภัยตั้งแต่ปีที่แล้ว ว่าไม่สามารถเดินหน้าไปได้ รวม 6 สัญญาณ คือ 1.มีข่าวรัฐบาลจะลดราคาจำนำข้าวเหลือ 1.2 หมื่นบาทต่อตัน เป็นสัญญาณจากการขาดสภาพคล่อง 2.รัฐบาลเคยบอกจะจำนำข้าวทุกเมล็ด แต่กลับมีข่าวกีดกันด้วยกันไม่รับจำนำข้าวที่มีอายุสั้น 18 สายพันธุ์ เพื่อจำกัดจำนวนข้าวเข้าโครงการ 3.ลดวงเงินที่รับจำนำจากครัวเรือนละ 5 แสนบาท เหลือ 3.5แสนบาท เพื่อลดปริมาณข้าวเข้าโครงการ 4.ลดผลผลิตของผู้ลงทะเบียนข้าโครงการจาก 700-800 กิโลกรัมต่อไร่ เหลือเพียง 600-700 กิโลกรัมต่อไร่
น.พ.วรงค์ กล่าวว่า 5.ช่วงเริ่มต้นโครงการกำหนดว่า หากมีผลผลิตต่อไร่เกินกว่าโควตาที่ได้รับให้รับจำนำเพิ่มอีก 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ในช่วงหลังกลับตัดสิทธิ์รับจำนำ 20 เปอร์เซ็นต์ลง และ6.รัฐบาลอนุมัติวงเงินในโครงการนี้ 5 แสนล้านบาท แต่มีการใช้วงเงินสูงถึง 6.8แสนล้านบาท ขณะที่ขายข้าวได้เพียง 1.4แสนล้านบาท แต่ที่โครงการยังดำเนินไปได้ เพราะ ธกส.เกรงใจอำนาจรัฐบาล จึงต้องหาเงินมาปิดบัญชีให้ได้ สัญญาณเตือนภัยทั้งหมดนี้ แสดงว่าโครงการจะไปไม่รอด แต่รัฐบาลไม่ได้เตรียมการแก้ปัญหาวันนี้ฝีแตกแล้ว ไม่มีเงินจ่ายให้กับชาวนา จึงอยากให้รัฐบาลยอมรับความจริงว่า ที่ไปไม่รอดเพราะการทุจริต


