วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

อัดร่างก.ม.กู้2ล้านล้านรัฐเลี่ยงตรวจสอบ

2อดีตรมว.คลังอัดร่างกฎหมายพิเศษ กู้เงิน 2 ล้านล้าน รัฐจงใจเลี่ยงตรวจสอบ ผิดวินัยการเงินการคลังร้ายแรง

นายทนง พิทยะ อดีตรมว.คลัง กล่าวชี้แจงว่า เงินกู้เป็นเงินแผ่นดินหรือไม่นั้น พ.ร.บ.เงินกู้รัฐบาลได้ให้คำจำกัดความว่า ไม่เป็นเงินแผ่นดิน เพราะไม่ให้เข้าในรายการงบประมาณรายจ่ายประจำปี จึงไม่ใช่รายจ่ายแผ่นดิน ถือเป็นเงินนอกงบประมาณที่กระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคมสามารถใช้จ่ายโดยที่ไม่ต้องมีการตรวจสอบจากรัฐสภาได้ เพียงแค่รายงานให้รัฐสภารับทราบเท่านั้น โดยส่วนตัวคิดว่า แม้จะเป็นเงินนอกงบประมาณ ก็ถือเป็นเงินแผ่นดิน ตนจึงไม่แน่ใจว่ามีความจำเป็นอะไรที่จะไม่ให้เป็นเงินแผ่นดิน ผลกระทบสามารถแบ่งได้ 2 กลุ่ม คือ ในส่วนหนึ่งของเงินกู้มีการศึกษาอย่างละเอียดผ่านวิธีการงบประมาณปกติ แต่อีกส่วนยังไม่มีการศึกษาอย่างละเอียด คือ โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงซึ่งถือเป็นครึ่งหนึ่งของวงเงินกู้ การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการผิดวิสัยทางธุรกิจและการบริหารเงินของรัฐ ดังนั้นหากพ.ร.บ.นี้ผ่านไปได้ก็เชื่อว่ากระทรวงต่างๆ ก็จะเอาเป็นตัวอย่าง จึงสร้างผลกระทบอย่างรุนแรงในการบริหารหนี้ การใช้งบประมาณที่ไม่ได้ศึกษาอย่างละเอียด ถือเป็นการผิดวินัยการเงินการคลังอย่างชัดเจน และจากที่ตนศึกษาในภาคผนวกของโครงการนี้เชื่อว่าโครงการนี้มีข้อดีน้อยกว่าข้อเสีย

"รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่า การที่ภาครัฐจะวางแผนงานทางเศรษฐกิจต้องคำนึงถึงเศรษฐกิจพอเพียง และประโยชน์ของประเทศชาติให้มากที่สุด ขณะนี้รถไฟความเร็วสูงยังไม่ถึงเวลาที่ประเทศเราควรจะมี ควรนำเงินก้อนนี้ไปพัฒนาระบบรถไฟฟ้ามวลชน และพัฒนาภาคการเกษตร ภาคการศึกษาจะดีกว่า อีกทั้งเส้นทางการเดินรถไฟความเร็วสูง 220 กม.ต่อชั่วโมง ต้องเป็นเส้นทางตรงปกติจริงๆ คดเคี้ยวอย่างสภาพบ้านเราทำไม่ได้ ถ้าเอาเงินส่วนนี้ไปพัฒนาระบบรถไฟฟ้ามวลชนให้ออกไปถึงจังหวัดรอบนอก จะช่วยประหยัดเงินและมีเงินเหลืออีก 4-5 แสนล้าน” นายทนง กล่าว

ด้านนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรมว.คลัง กล่าวยืนยันว่า ขณะที่ตนดำรงตำแหน่งรมว.คลังร่วมกับรัฐบาลชุดนี้ ไม่เคยมีแนวคิดที่จะออกพ.ร.บ.ฉบับนี้ มาทราบภายหลังพ้นตำแหน่ง ถ้ามีการดำเนินการจริง จะมีผลเสียต่อระบบการเงินการคลังของประเทศมาก กระทบต่อกรอบวินัยการเงินการคลัง สร้างปัญหาต่อฐานะเครดิตของประเทศที่เราต้องระมัดระวัง ประเทศต้องมีการกู้ยืมโดยวิธีการออกพันธบัตร หากเราไม่รักษาเครดิตของประเทศไว้ให้ดี พันธบัตรจะขายไม่ได้ ต่อไปจะไม่มีใครมาลงทุน ซึ่งการรักษาเครดิตประเทศเป็นอำนาจและหน้าที่โดยตรงของรมว.คลัง ซึ่งวิธีการรักษาเครดิตของประเทศ ในทุกประเทศทั่วโลกจะเน้นการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด และเราต้องมีกลไกการตรวจสอบ ควบคุมการใช้จ่ายซึ่งเป็นที่ประจักษ์เพื่อทำให้นักลงทุนเกิดความเชื่อมั่น แต่สำหรับโครงการนี้บัญชีแนบท้ายประกอบการดำเนินโครงการมีรายละเอียดแค่ 3 หน้า บอกการใช้จ่ายงบประมาณเป็น 3 ส่วน โดยไม่มีรายละเอียดว่าแต่ละโครงการจะมีการดำเนินการอย่างไร เมื่อเทียบกับโครงการเงินกู้ สร้างถนนของกระทรวงคมนาคน ตามพ.ร.บ.งบประมาณ วงเงินแค่ 2 หมื่นล้าน ยังมีเอกสารประกอบกว่า 200 หน้า ดังนั้นถ้าพิจารณาจากหลักความน่าเชื่อถือจึงไม่ถือว่าเข้าข่ายความน่าเชื่อถือ ขั้นตอนการดำเนินโครงการไม่ผ่านการถกเถียงว่าคุ้มค่ากับการลงทุน และเหมาะสมกับฐานะของประเทศหรือไม่ การเบิกจ่ายก็ไม่เข้าหลักรัดกุม เปิดช่องให้อำนาจรมว.คลังสามารถเบิกเงินเอาไปให้ใครก็ได้

นายธีระชัย กล่าวอีกว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงไม่สร้างความเชื่อมั่นหรือสร้างเครดิตให้กับประเทศได้เลย หากเดินหน้าจะยิ่งสร้างความเสียหายให้กับประเทศมากขึ้น และโดยหลักเศรษฐศาสตร์การกู้เงิน กู้แล้วต้องนำส่งคลังก่อน เว้นแต่จะเป็นการกู้ในสถานการณ์เร่งด่วนพิเศษ และตาม ม.6 ของพ.ร.บ.นี้กำหนดว่าเงินกู้ไม่จำเป็นต้องส่งเข้าคลัง ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และหากปล่อยให้ทำได้ต่อไปงบประมาณในระบบจะไม่มีความหมาย จะเหลือแต่งบเงินเดือน ส่วนงบฯก่อสร้างใหญ่ๆจะออกนอกระบบทั้งหมด หากรัฐบาลต้องการดำเนินนโยบายให้มีความต่อเนื่อง ตนคิดว่ารัฐบาลควรแก้ไขระเบียบงบประมาณให้มีช่องกำหนดที่สามารถดำเนินโครงการในแต่ละปีโดยไม่สะดุดและต่อเนื่องได้ โดยแนวทางนี้จะมีการตรวจสอบอย่างรัดกุมตั้งแต่การอนุมัติงบฯ การใช้จ่ายงบฯและการติดตามดูแล

จากนั้นนายธีระชัย ได้ตอบข้อซักถามของตุลาการว่า เงินกู้ถือเป็นเงินแผ่นดินหรือไม่ว่า กรณีเช่นนี้น่าจะเป็นเงินแผ่นดิน และนิยามของกรอบวินัยการเงินการคลัง ถ้าถามนักเศรษฐศาสตร์ 10 คน ก็จะได้ 10 นิยาม แต่เชื่อว่าทุกคนต้องยึดหลักการบริหารประเทศและต้องรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศ มาตรการใดๆก็ตามที่ทำให้ความน่าเชื่อถือของประเทศลดลงก็ไม่ใช่กรอบวินัยการเงินการคลัง

ส่วนคำถามที่ว่ารถไฟความเร็วสูงมีความเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่ นายธีระชัย กล่าวว่า ในแง่นักลงทุนสากลหากจะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต้องคำนึงถึงนโยบายการคลังควบคู่กับนโยบายคมนาคม ที่ต้องเน้นในเรื่องความก้าวหน้าทางวิศวกรรมประกอบกับความพอดีในฐานะประเทศ หากประเทศมีฐานเงินเดือนสูง จะมีค่าเสียเวลาก็จำเป็นต้องมีระบบคมนาคมที่มีความเร็วสูงเพื่อชดเชยค่าเสียเวลา แต่ถ้าประเทศมีค่าจ้างต่ำความคุ้มค่าในการสร้างรถไฟความเร็วสูงก็จะน้อย ซึ่งใน 5-10 ปี ประเทศไทยอาจอยู่ในฐานะที่มีค่าจ้างที่ดีขึ้นก็ได้ ดังนั้นหากนโยบายด้านคมนาคมพอดีกับฐานะประเทศ แต่กรอบวินัยการเงินเหลวแหลกก็จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศอยู่ดี