วงเสวนา"ทีดีอาร์ไอ"เห็นพ้องปฏิรูป-แก้ปัญหาคอร์รัปชัน ไม่จำเป็นต้อง"ปฏิวัติ" แนะต้องดำเนินตามกฎหมาย-เปิดทางประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารราชการ
นางผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวระหว่างการเสวนา "การคอร์รัปชั่นและการผูกขาดทางเศรษฐกิจ" ซึ่งจัดโดยมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ว่า การปฏิรูประเทศไทยเพื่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นเสมือนสิ่งที่กัดกร่อนสังคมของประเทศ จากการศึกษาข้อมูลในอดีตที่ผ่านมาพบว่าปัญหาคอร์รัปชั่นต่างก็มีในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและรัฐบาลที่มีการแต่งตั้งหรือหลังปฏิวัติ
"การปฏิรูปเพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นจำเป็นต้องอิงการดำเนินการตามกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การปฏิรูปและป้องกันปัญหาคอร์รัปชั่นสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ"
ขณะเดียวกันการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นด้วยการปราบปรามในหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จก็ต้องมีการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจังโดยเฉพาะการดำเนินการทางกฎหมาย เช่น สิงคโปร์ที่มีการลงโทษนักการเมืองด้วยการดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด แม้จะมีสายสัมพันธ์กับผู้นำประเทศ
นายบรรยง พงษ์พานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคิน-ภัทร กล่าวว่า การปฏิรูปแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายมากมาย เพื่อให้การปฏิรูปเป็นการวางระบบที่สามารถป้องกันและแก้ปัญหาได้ ไม่ใช่การระบุว่าเป็นการนำคนดีเข้ามาแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น เพราะการตีความเป็นคนดีก็ดำเนินการได้หลายรูปแบบ
"สิ่งสำคัญการเปลี่ยนแปลงด้านการปฏิรูปต้องดำเนินการตามกฎหมายโดยอิงกฎหมายสำคัญของประเทศ เช่น กฎหมายรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการแก้ไขกฎหมายเพื่อการปฏิรูปก็ต้องดำเนินการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ ซึ่งต้องใช้กระบวนการทางรัฐสภาทั้งสิ้น"
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคิน-ภัทร กล่าวอีกว่า การวางระบบเพื่อแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในสังคมไทยนั้น หากมองย้อนหลังกลับไปในอดีตก็จะพบว่าการที่รัฐบาลมีอำนาจเพิ่มขึ้น ขนาดใหญ่มากขึ้น โดยไม่มีการกระจายอำนาจก็ทำให้ปัญหาคอร์รัปชั่นในหน่วยงานภาครัฐเติบโตอย่างต่อเนื่อง
นางเดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ ทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นว่า การแก้กฎหมายที่สำคัญจะต้องดำเนินการใน พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการ ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐจะเป็นผู้กำหนดว่าข้อมูลใดเผยแพร่ได้หรือไม่ได้ ทำให้การเข้าถึงข้อมูลของประชาชาชนไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่ง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารต้องเปิดกว้างให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น





