2 นักวิชาการผ่ามุมมองวิกฤติการเมืองรอบนี้ ไร้ทิศทาง-คาดสถานการณ์ยืดเยื้อ
สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง กับ ปณิธาน วัฒนายากร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเมือง ในภาวะวิกฤติการเมืองหัวข้อ "เศรษฐกิจ-การเมืองไทย หลังเลือกตั้ง 2 ก.พ." รายการ Business Talk ทาง กรุงเทพธุรกิจทีวี
สมชาย บอกว่า แม้การเลือกตั้งจะผ่านพ้นไปแล้ว แต่การเมืองไทยคงจะลงตัวค่อนข้างยาก เพราะยังคงมีปัญหารออยู่ข้างหน้าอีก ประกอบด้วย 1.จะมีการฟ้องร้องให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ 2.ไม่สามารถประกาศผลการเลือกตั้งได้ส่งผลทำให้เปิดประชุมสภาไม่ได้ 3.ประชาชนใช้สิทธิเลือกโหวตโน มากกว่าผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้ง รวมทั้งยังมีเขตเลือกตั้งที่มีผู้ไปใช้สิทธิต่ำกว่า 20% 4.รัฐบาลรักษาการต้องเผชิญกับปัญหาถูกฟ้องร้องหลายคดีที่อยู่ในกระบวนการของศาลและองค์กรอิสระ อาทิ คดีทุจริตจำนำข้าว กฎหมายนิรโทษกรรม และ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งปัญหาเหล่านี้ถ้ารัฐบาลถูกคำพิพากษาตัดสิน และถึงแม้รัฐบาลจะผ่านมาได้ แต่ก็คงบริหารประเทศได้ไม่เต็มที่ เพราะว่ามีประชาชน 2 กลุ่มทั้งต่อต้านและสนับสนุนรัฐบาล ทำให้การบริหารประเทศอาจถูกขัดขวางได้ ฉะนั้นการเมืองไทยนับจากนี้ไปอาจเรียกได้ว่า "เป็ดง่อย" รัฐบาลใหม่จะบริหารประเทศแบบลุ่มๆ ดอนๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพการเมือง และส่งผลไปถึงระบบเศรษฐกิจด้วย
สมชาย ยังชี้ว่า แม้ผลการเลือกตั้งที่ออกมาว่ามีผู้ไม่ไปใช้สิทธิถึง 24 ล้านคน จากผู้มีสิทธิทั้งหมด 48 ล้านคน แต่เชื่อว่ารัฐบาลคงไม่ลาออกแน่นอน ซึ่งในแง่ของหลักการ รัฐบาลอาจมองว่า 1.ชอบธรรมหากดูจากคะแนนเสียง 2.หากมองในเชิงได้เปรียบเสียเปรียบกรณีที่ได้กุมอำนาจรัฐบาล ขณะที่อีกฝ่ายมองว่าควรจะเปลี่ยนกติกาหรือปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง เพราะที่ผ่านมาแม้รัฐบาลจะถูกฟ้องร้องมากมาย แต่รัฐบาลก็ยังยืนยันไม่ลาออก อีกหนึ่งฝ่ายจึงต้องการสร้างกติกาใหม่ และปฏิรูปก่อน เช่น กติกาการคอร์รัปชันต้องถือว่าผิดร้ายแรง เคารพสิทธิเสรีภาพ ซึ่งเมื่อรัฐบาลไม่ยอมจึงกลายเป็นทางขนานที่ไม่มีวันบรรจบ
"ถ้าตราบใดที่รัฐบาลยังคุมกลไกทั้งหมด การปฏิรูปก็คงไปในขอบเขตที่ทำให้ได้เปรียบ ขณะที่ประชาสังคมอ่อนแอ ทำให้อีกฝ่ายไม่ยอมรับ ตรงข้ามถ้าประชาสังคมเข้มแข็งรัฐบาลก็ไม่สามารถรักษาความได้เปรียบไว้ได้ จึงเสนอให้มีคนกลางเข้ามาเพื่อทำให้ความได้เปรียบของรัฐบาลลดลง"
สมชาย บอกด้วยว่า สถานการณ์เป็ดง่อยนี้ คงเป็นเช่นนี้ไปอีกนาน โดยกรณีนี้มี 2 มุมมองที่อาจจะมีบทสรุป นั่นคือ 1.รัฐบาลมองว่า ต้องใช้ความรุนแรง 2.รัฐบาลบริหารงานสะดุดไปเรื่อยๆ ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจแน่นอน และประชาชนจะออกมาหาคนรับผิดชอบ ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลเสียเปรียบ แต่รัฐบาลจะไม่ยอมลง เท่ากับสถานการณ์จะยืดเยื้อไปเป็นปีๆ นอกจากจะมีการปฏิรูปที่ทั้ง 2 ฝ่ายพอใจและไม่มีใครได้หรือเสียเปรียบกว่ากัน
สำหรับการรับมือของนักธุรกิจนั้น มีความเป็นไปได้ 2 ทางเลือก คือ 1.การส่งออกดีขึ้น จากการฟื้นตัวของสหรัฐ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น ขณะที่จีนคาดว่าใน 2 ปีนี้อาจจะย่ำแย่ จีดีพีโตได้แค่ 7.6% แต่ก็จะส่งผลดีต่ออาเซียนและไทยในแง่ของการส่งออก และการท่องเที่ยว 2.การลงทุนภาคเอกชนในแง่การเมืองเริ่มไม่มั่นใจ ทั้งการลงทุนโดยตรงและตลาดหุ้น ซึ่งแม้การส่งออกจะดีในตลาดสหรัฐ และยุโรป แต่สินค้าไทยก็มีปัญหาไม่ตรงความต้องการ และจีนมีปัญหา ฉะนั้นนักธุรกิจก็ควรมองหาตลาดอื่นมาทดแทน และอยู่กับสถานการณ์เช่นนี้ให้ได้ ยอมรับ ไม่ต้องตกใจ ซึ่งจริงๆ แล้วในความเลวร้ายก็ยังมีช่องทางนั่นคือ ไทยเป็นหนึ่งของอาเซียน เท่ากับไทยมีหลายตลาดในอาเซียนเช่นกัน จะเท่ากับช่วยไทยโดยอัตโนมัติ ทั้งการลงทุนและการส่งออก เพียงแต่ภาคธุรกิจต้องโฟกัสตลาดและธุรกิจตัวเองให้ชัด นอกจากนั้นในสถานการณ์การเมืองเช่นนี้ ภาคธุรกิจควรเร่งปรับขีดแข่งขัน คุณภาพสินค้า หรือย้ายฐาน รวมถึงปรับโครงสร้างธุรกิจในอนาคต
ปณิธาน ชี้ว่า ความชอบธรรมในแง่การเมืองรอบนี้ น่าจะมีปัญหามากขึ้น นอกจากปัญหาด้านกฎหมายแล้ว และน่าจะเป็นปัญหากับรัฐบาลใหม่ในการบริหารงาน รวมทั้งจะเป็นปัญหากับฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลที่ต้องการใช้คะแนนเสียงมาเป็นประโยชน์ทางการเมือง ที่ต้องคิดมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีแนวโน้มว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ อาจเป็นโมฆะ และจะเกิดคดีฟ้องร้องกันอย่างมาก ซึ่งประเด็นทางกฎหมายก็จะซับซ้อนมากขึ้น
"ไม่แน่ใจว่า สถานการณ์การเมืองขณะนี้ จะยุติลงได้เมื่อไหร่ คงใช้เวลาหลายเดือน จะกระทบประเทศกลายเป็นวิกฤติการเมือง ในที่สุดแล้ว การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะหรือไม่ และจะไปหาบทสรุปที่ศาล แต่บทสรุปจริงๆ ไม่ใช่ทางกฎหมาย แต่ต้องจบทางการเมือง รัฐบาลจะมีหลักประกันอะไรที่ทำให้มีความเป็นธรรม ให้พรรคประชาธิปัตย์กลับเข้ากระบวนการเลือกตั้ง ทั้งบทบาท กกต. กระบวนการหาเสียงของพรรคการเมือง ต้องแก้กฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง ไม่เช่นนั้น จะเกิดความไม่ไว้วางใจ"





