ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ต่ำกว่าครึ่ง ร้องเรียน 8จังหวัด-ตั้งกก.ไต่สวนนายกฯ
คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)สรุปภาพรวมการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ทั่วประเทศมีผู้ใช้สิทธิ 45.84% ส่วนกทม.มีผู้ใช้สิทธิ 26.18% แจงไม่มีร้องทุจริต แต่พบร้องเรียน 8 จังหวัดหาเสียงเกินจริง พร้อมตั้งกก.ไต่สวนสอบ "ยิ่งลักษณ์" ช่วงทัวร์เหนือ-อีสาน มีรายละเอียดดังนี้]
นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงว่าผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจังหวัดทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศได้รายงานตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการทางโทรศัพท์และทางโทรสารถึงจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งส.ส.ในวันที่ 2 ก.พ. 2556 มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 44,649,742 คน มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 20,468,646 คน คิดเป็น 45.84%
ทั้งนี้ ผู้ใช้สิทธิทั่วประเทศ มีสัดส่วนน้อยสุดในตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2548 ซึ่งมีผู้ใช้สิทธิในระดับ 70%
"ตัวเลขที่รายงานในครั้งนี้ไม่ได้นำ 9 จังหวัดในภาคใต้ที่งดการลงคะแนนทั้งจังหวัดมารวมด้วย แต่ถ้าจังหวัดใดมีคนมาลงคะแนนก็นำมาคิดด้วย เช่น ที่ จ.นครศรีธรรมราช ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 1,153,060 คน มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 1,292 คน"
สำหรับผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งมากที่สุดคือ ลำพูน มีผู้มาใช้สิทธิ 72.80% อันดับ 2 หนองบัวลำภู 72.50% อันดับ 3 บึงกาฬ 70%
สำหรับกรุงเทพมหานคร มีผู้ใช้สิทธิ 4,369,120 คน ผู้มาใช้สิทธิ 1,143,667 คน คิดเป็น 26.18%
นายบุญส่ง น้อยโสภณ กกต. ด้านกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กล่าวว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่มีการร้องเรียนเรื่องการทุจริต การซื้อเสียง แต่พบว่า ที่มีการร้องใน 8 จังหวัด เป็นการร้องว่า ผู้สมัครพรรคการเมือง หาเสียงเกินจริง ติดป้ายโฆษณาหาเสียงไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในคะแนนนิยม ใช้เจ้าหน้าที่ของรัฐในการช่วยเหลือผู้สมัครหาเสียง ซึ่งทางกกต.จังหวัดจะได้เร่งสืบสวนสอบสวน
ส่วนกรณีการขัดขวางการเลือกตั้ง ทางกกต. กลาง ก็ได้ให้นโยบายลงไปในพื้นที่ว่าขอให้ กกต.เขต แจ้งความร้องทุกข์เอาผิด เพราะเชื่อว่าจะมีการเลือกตั้งอีกหลายครั้ง หากไม่ดำเนินการก็จะเป็นตัวอย่างให้มีการกระทำผิดเกิดขึ้นอีก
ก่อนการเลือกตั้ง กกต. ได้มีการพิจารณาคำร้องกรณีมีผู้ร้องนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่บางคน ที่ร่วมคณะกับนายกฯ ไปตรวจราชการในพื้นที่ภาคเหนือและภาคอีสาน ว่า ถือเป็นการกระทำที่เข้าข่ายใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเพื่อช่วยในการหาเสียงเลือกตั้งหรือไม่ โดยกรณีดังกล่าวมีการร้อง 3 สำนวน ซึ่งกกต. สั่งให้รวมเป็นสำนวนเดียวและตั้งคณะกรรมการไต่สวนชุดใหญ่ขึ้นตรวจสอบ โดยขณะนี้ได้มีการสอบผู้ร้องไปแล้ว 10 ราย ซึ่งก็พยายามที่จะเร่งรัดให้มีการดำเนินการโดยเร็ว
นอกจากนี้ ยังมีการร้องนายกรัฐมนตรี คณะรีฐมนตรี และอดีตสมาชิกรัฐสภา กรณีการออกร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม มิชอบด้วยกฎหมาย โดยเป็นการร้องหลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การออกร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งกรณีดังกล่าวอยู่ระหว่างคณะกรรมการไต่สวนสอบสวน หากพบว่ามีมูล กกต.ก็ต้องส่งเรื่องไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา เพื่อยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสมาชิกภาพการเป็น ส.ส. ส.ว. และรัฐมนตรี สิ้นสุดลง
แจ้งกระทำผิดในกทม.รวม5,876คดี
พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาลแถลงผลสรุปการกระทำผิดพ.ร.บ.เลือกตั้งวันที่ 2ก.พ.ในพื้นที่กทม.ว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาลสรุปสถิติข้อมูลการรับแจ้งความคดีที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งแบ่งเป็นคดีกล่าวโทษคณะกรรมการการเลือกตั้ง จำนวน 11 คดี ข้อหา “เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ “ร่วมกันเป็นกรรมการเลือกตั้งฯ หรือผู้ได้รับการแต่งตั้งให้ช่วยเหลือการปฏิบัติงานในการเลือกตั้ง จงใจไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ หรือกระทำอื่นใดเพื่อขัดขวางมิให้เป็นไปตามกฎหมาย ประกาศ ระเบียบ หรือคำสั่งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง” ตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งวุฒิสภา พ.ศ.2550 โดยได้มีการแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ สน.ดินแดง, สน.ลาดพร้าว, สน.หัวหมาก, สน.บึงกุ่ม, สน.ยานนาวา, สน.บางรัก, สน.ปทุมวัน และสน.บางมด
คดีกล่าวโทษกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(กปปส.) เดินทางไปขัดขวางการเลือกตั้ง จำนวน 4 คดี ตาม ม.76 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งวุฒิสภา พ.ศ.2550 กรณี “ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการใดโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถใช้สิทธิได้” โดยได้มีการแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ สน.พญาไท, สน.ดินแดง, สน.ทุ่งสองห้อง, และสน.ธรรมศาลา
คดีฉีกบัตรเลือกตั้ง ตามมาตรา 148 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งวุฒิสภา กรณี “ทำบัตรเลือกตั้งชำรุดหรือเสียหาย หรือให้เป็นบัตรเสีย” จำนวน 1คดี โดยได้มีการแจ้งความร้องทุกข์ไว้ที่ สน.มีนบุรีและกรณีประชาชนเข้าร้องเรียนไม่สามารถเข้าไปลงคะแนนใช้สิทธิในวันเลือกตั้งฯ ในหน่วยเลือกตั้งตามที่มีรายชื่อได้เดินทางมาลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน 5,876 ราย
อดีตกกต.ชี้28เขตล่อแหลมสุด
นายประพันธ์ นัยโกวิท อดีต กกต. กล่าวถึงโอกาสที่การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.เป็นโมฆะว่า อยู่ที่การตีความ เพราะคนที่บอกว่าโมฆะก็อ้างเหตุผลว่าวันเลือกตั้งไม่ได้เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร คือ วันที่ 2 ก.พ. เช่น ถ้ามีการกำหนดวันลงคะแนนใหม่ในวันที่ 23 ก.พ.สำหรับคนที่ไม่ได้ลงคะแนนวันที่ 26 ม.ค. (วันเลือกตั้งล่วงหน้า) เขาก็บอกว่าไม่ได้ และในส่วน 28 เขตที่ไม่มีผู้สมัคร ถ้าจะมีการเปิดรับสมัครใหม่แล้วให้ลงคะแนน 30 มี.ค. ก็มีการบอกว่าไม่ใช่วันที่ 2 ก.พ. ดังนั้นอยู่ที่การตีความข้อกฎหมาย
เมื่อถามว่าความเห็นส่วนตัวคิดว่าเป็นโมฆะได้หรือไม่ นายประพันธ์ กล่าวว่า วันเลือกตั้งมีวันเดียวคือ 2 ก.พ. ซึ่งเป็นวันกำหนดอายุสภาผู้แทนราษฎรที่จะนับ 4 ปีจากวันนี้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 104 ส่วนวันอื่นคือวันลงคะแนน ซึ่งการลงคะแนนใหม่ตามมาตรา 78 ก็เป็นการลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้งนั้น ซึ่งไม่ใช่วันเลือกตั้ง
"แต่อาจจะมีปัญหาที่ 28 เขตที่ไม่มีผู้สมัคร หากมีการให้เลือกตั้งใหม่ ก็อาจจะถูกตีความว่าเป็นวันเลือกตั้งอีกวันหนึ่ง จึงขึ้นอยู่กับการตีความที่ต้องดูตามเหตุผลว่าอันนี้เกิดเหตุเพราะอะไร ซึ่งในส่วน 28 เขต เป็นจุดปัญหาที่มีความล่อแหลมมากที่สุด"





