ความขัดแย้งทางการเมืองว่าด้วยการขับไล่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือเลือกตั้งแล้วค่อยปฏิรูปนั้นได้กลายเป็นมาตรวัดอีกครั้ง
กรณีเหตุปะทะกันที่วัดศรีเอี่ยม เขตบางนา ที่ทำให้ สุทิน ธราทิน แกนนำกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ต้องสังเวยชีวิตไปอีก 1 คนจากความขัดแย้งทางการเมืองว่าด้วยการขับไล่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือเลือกตั้งแล้วค่อยปฏิรูปนั้น ได้กลายเป็นมาตรวัดอีกครั้งหนึ่งว่า การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 2 ก.พ.นี้ โอกาสผ่านไปด้วยความสงบเรียบร้อยเป็นไปได้ยาก
คำถามที่ถามกันเซ็งแซ่คือ ตำรวจทำอะไรกันอยู่ เกียร์ว่างหรือเปล่า แล้ว ศรส.หรือศูนย์รักษาความสงบ ที่ตั้งขึ้นตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ตามที่รัฐบาลได้ประกาศภาวะฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลนั้น ไม่สามารถระงับยับยั้งความรุนแรงที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอยู่แล้วได้เลยหรือ
ข้อมูลจากการประชุม ศรส. ช่วงก่อนถึงวันที่ 26 ม.ค. ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้า ปรากฏว่าได้มีการแจ้งเตือนจากหน่วยงานด้านความมั่นคงบางหน่วยอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการคาดการณ์ถึงปัญหากระทบกระทั่งกันระหว่างผู้ชุมนุม กปปส.ที่ไปขัดขวางการเลือกตั้ง กับประชาชนหรือกลุ่มมวลชนที่สนับสนุนการเลือกตั้ง และต้องการเข้าไปใช้สิทธิ์ ถึงขั้นวิเคราะห์พื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงราว 12-13 เขตด้วย
โดยจุดที่มีปัญหากระทบกระทั่งกันในวันเลือกตั้งจริง ก็ตรงกับข้อมูลที่แจ้งเตือนไว้ล่วงหน้า เช่น เขตลาดกระบัง เป็นต้น
นอกจากนั้น ยังมีการแจ้งเตือนเกี่ยวกับการกระแสความเกลียดชังโกรธแค้นระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจ กับ มวลชนของ กปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) โดยเฉพาะ คปท.หรือเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย ที่เพิ่งบุกรื้อป้ายหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวันที่ 22 ม.ค.
เพราะหลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์ลอบยิงบุคคลหรือที่อยู่อาศัยของบุคคลที่เชื่อว่าเป็นแนวร่วม คปท.และไปร่วมปฏิบัติการรื้อป้ายเกือบทุกวัน โดยแทบทุกครั้งจะมีการแชร์ภาพบุคคลหรือสถานที่พักอาศัยจากฝ่ายที่อ้างว่าเป็นตำรวจและ นปช. (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ) ก่อน เมื่อเกิดเหตุรุนแรงขึ้นจริง จึงทำให้ฝ่ายผู้ชุมนุมใช้โซเชียลมีเดียโจมตีตำรวจหนักขึ้น
แต่ดูเหมือนข้อมูลเหล่านี้ ผู้มีอำนาจจะไม่ค่อย "นำพา" เท่าใดนัก
ส่วนข้อมูลที่ฝ่ายการเมืองให้ความสนใจ คือ ข้อมูลจากบางหน่วยที่รายงานเป็น "แง่ลบ" กับผู้ชุมนุม ซึ่งผู้มีอำนาจก็เห็นดีเห็นงามด้วย เช่น การอ้างข้อมูลจากโพลล์สำรวจความคิดเห็นประชาชนว่า ประชาชนร้อยละ 80 ต้องการไปเลือกตั้ง, ผู้ชุมนุมร้อยละ 80 มาจากภาคใต้ จึงถือเป็นการชุมนุมที่ผิดธรรมชาติ เป็นม็อบจัดตั้งเพื่อการล้มรัฐบาล เป็นต้น
ฝ่ายการเมืองบางรายมีการกล่าวฝากเป็นนัยไปถึงผู้นำกองทัพทำนองว่า ตำรวจรู้ว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.อยู่ที่ไหน มีมือปืน 30 คนอยู่รายล้อม ฉะนั้นหากตำรวจตัดสินใจจับกุม ก็ต้องมีการสูญเสีย สาเหตุที่ต้องจับเพราะเป็นผู้ต้องหา จึงขอให้เข้าใจด้วย
นอกจากนั้น ฝ่ายการเมืองยังให้ความสนใจคดีจับอาวุธสงครามที่ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี เมื่อคืนวันศุกร์ที่ 24 ม.ค. โดยได้กล่าวในที่ประชุมให้ผู้แทนฝ่ายทหารนำไปรายงานผู้บังคับบัญชาทำนองว่าเป็นอาวุธของคนร้ายที่หวังก่อเหตุระหว่างมีสถานการณ์ขัดแย้ง เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ทำเองแน่นอน ทั้งนี้ไม่ได้โทษทหาร แต่คนที่ตามคุ้มกัน นายสุเทพ มีข้อมูลว่าเป็นทหาร มีอาวุธครบมือทุกคน จึงขอให้ผู้แทนฝ่ายทหารรายงานผู้บังคับบัญชาด้วย
นอกจากนั้น ยังมีการรายงานตัวเลขผู้ชุมนุมโดยตำรวจสันติบาล สรุปว่ายอดผู้ชุมนุมทุกจุดมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย สะพานพระราม 8 สะพานชมัยมรุเชฐ แยก จปร. แยกผ่านฟ้า แยกปทุมวัน แยกราชประสงค์ สวนลุมพินี กระทรวงพลังงาน ถนนแจ้งวัฒนะ แยกลาดพร้าว อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และแยกอโศก รวมประมาณ 1.3 หมื่นคน ขณะที่วันที่ 13 ม.ค.ซึ่งเป็นวันชุมนุมชัตดาวน์วันแรก ผู้ชุมนุมสูงสุดอยู่ที่ 1.3 แสนคน
ฝ่ายตำรวจยังระบุถึงองค์ประกอบของผู้ชุมนุมว่า ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1.คนกรุงเทพฯที่ระดมจาก ส.ส. สก.และ สข.พรรคประชาธิปัตย์ 2.ประชาชนจากภาคใต้ และ 3.แฟนคลับของพรรคประชาธิปัตย์
นี่คือข้อมูลจากห้องประชุมที่เล็ดลอดออกมา ทำให้ประเมินยากว่าความหละหลวมในการวางกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยในวันเลือกตั้งล่วงหน้าตามที่หลายฝ่ายวิจารณ์นั้น เป็นความ "ไม่ใส่ใจ" หรือเป็นความ "จงใจ" กันแน่


