วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯยาแรง-แก้การเมืองไม่ได้

มองลอดแว่น "นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ" พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯยาแรง-แก้การเมืองไม่ได้

การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในท้องที่กรุงเทพมหานคร จ.นนทบุรี ทั้งจังหวัด อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ และ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ของรัฐบาลรักษาการ โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) ยังคงถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสม โดยเฉพาะในแง่ของการเลือกใช้ "เครื่องมือพิเศษ" ที่กฎหมายให้อำนาจ ว่าสอดรับกับสถานการณ์จริงแค่ไหน

เพราะ "เครื่องมือพิเศษ" ดังว่านั้น หลายคนบอกว่าไม่ได้มีสำหรับรองรับปัญหาที่เกิดจากการชุมนุมทางการเมือง

นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ หนึ่งในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ประธานอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง กสม. เห็นด้วยกับการตั้งคำถามดังกล่าว และยังฟันธงว่านี่เป็นการแก้ปัญหาแบบผิดวิธีอย่างรุนแรง เพราะการชุมนุมทางการเมืองจะจบได้ด้วยการ "พูดคุยเจรจา" เท่านั้น

O กสม.ดำเนินการอะไรไปแล้วบ้างในเรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ได้เชิญทางตำรวจ รวมทั้งนักวิชาการ และ กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) มาให้ข้อมูล ทั้งเรื่องการเลือกตั้งและการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และเราเองก็มีการประชุมกันเมื่อวันที่ 21 ม.ค. มติคือไม่เห็นด้วย เปรียบได้สั้นๆ ว่ารัฐบาลเป็นหมอ กำลังรักษาโรคความรุนแรง พวกเราก็ต้องยอมรับว่ามีความรุนแรงเกิดขึ้นจริง เช่น ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่ถนนบรรทัดทอง (เหตุการปาระเบิด)

นั่นแสดงว่ามีคนก่อสถานการณ์ความรุนแรงจริง ซึ่งไม่ใช่ผู้ชุมนุม เพราะสถานการณ์ตรงนี้ทำให้ผู้ชุมนุมบาดเจ็บ เสียหาย รวมทั้งเสียชีวิตด้วย รัฐบาลพยายามอ้างสถานการณ์ตรงนี้ และวางยาโดย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถ้าเป็นหมอก็ต้องบอกว่าวางยาผิด และวางยาที่แรงเกินขนาด ผลก็คือคนไข้จะตายเสียก่อนที่สถานการณ์ความขัดแย้งในทางการเมืองจะจบลง เพราะปัญหาการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง

เมื่อมาดูที่ตัวกฎหมาย รัฐบาลนำ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มาใช้ จงใจที่จะใช้เพื่อจัดการกับการชุมนุม นั่นหมายความว่าต้องการสลายการชุมนุม ต้องการชนะในทางการเมือง ตรงนี้เป้าหมายผิด เพราะเราพบว่าสิ่งที่วุ่นวายในขณะนี้เป็นการก่ออาชญกรรมของฝ่ายผู้ไม่ประสงค์ดี ซึ่งเป็นหน้าที่ของตำรวจอยู่แล้วที่จะใช้กฎหมายปกติในการสืบสวนจับกุม

หรือหากต้องการจับกุมแกนนำก็จับได้เลย ถ้าจับแล้วจะเจออะไร จะเจอมวลชนจำนวนมากที่ออกมา อย่างการประจันหน้ากันที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ก็เกิดจลาจล แถมยังอาจก่อให้เกิดประโยชน์กับรัฐบาล ซึ่งคิดว่าพอเลือกแล้วอย่างไรเขาก็ได้รับเลือก ตรงนี้จะถูกมองว่าการออก พ.ร.กฉุกเฉินฯ และการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. มีการละเมิดสิทธิ์ประชาชน สิทธิการชุมนุม และสิทธิของผู้สมัครเลือกตั้งหรือไม่

O แนวทางการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯจะเป็นแบบไหน เพราะรัฐบาลบอกว่าจะเน้นเจรจา?

เป็นสิ่งที่เราเองก็ต้องถามฝ่ายรัฐบาล ตอนนี้ก็มีการนัดคุยกับ ผอ.ศรส. (ผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ หมายถึง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง) ในวันจันทร์ที่ 27 ม.ค.นี้ คนที่จะให้คำตอบเรื่องนี้ คือ ท่านเฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งเราจะแลกเปลี่ยนหรือให้ข้อเสนอต่อรัฐบาลได้ว่าการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง

ผมได้คุยกับตัวแทน กกต. เราต้องยอมรับความจริงว่าการเลือกตั้ง 375 เขต มีเพียง 280 กว่าเขตที่มั่นใจว่าจะเลือกตั้งได้ แต่ที่เหลือคิดว่าไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะในภาคใต้ และกรุงเทพมหานคร นี่คือปัญหาหลัก นอกจากนั้น การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. สมมติว่าเลือกได้จริงๆ แต่ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ (ระบบบัญชีรายชื่อ) ร้อยกว่าคนจะไม่ได้ เมื่อไม่ได้แสดงว่าถึง 280 กว่าเขตจะเลือกได้ ก็ยังมีปัญหา ไม่สามารถเปิดประชุมสภาเพื่อเลือกนายกฯได้อยู่ดี ก็ต้องหาวิธีการแก้ไข ส่งผลให้สถานการณ์การเผชิญหน้าจะต้องยืดเยื้อออกไป

O แต่ทางรัฐบาลบอกว่าจะเน้นเจรจา

เน้นเจรจาแต่คุณมีเครื่องมือที่รุนแรง ตรงนี้เป็นปัญหา อีกประการหนึ่งการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีปัญหาว่าจะขัดแย้งกับ พ.ร.บ.เลือกตั้ง (พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550) หรือเปล่า เพราะ พ.ร.บ.เลือกตั้ง และรัฐธรรมนูญนั้น ในช่วงประกาศพระราชกฤษฎีการเลือกตั้ง การที่รัฐบาลรักษาการจะทำอะไรก็ตาม ต้องผ่านการพิจารณาของ กกต. ซึ่งที่เป็นปัญหาคือ การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ สามารถสั่งการโยกย้ายข้าราชการในระหว่างดูแลความสงบเรียบร้อยได้ ตรงนี้จะมีปัญหาทันที

O คนที่เดือดร้อนจากการชุมนุมอาจเห็นด้วยกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ขณะนี้ต้องเข้าใจพื้นฐานของโลก คือประชาชนจำนวนมากที่มาร่วมกับ กปปส. (คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข) เพราะเห็นความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล ตั้งแต่การออกร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ต้องยอมรับความไม่ชอบธรรมตรงนั้น และตอนนี้บานปลายมาถึงนโยบายต่างๆ เช่น จำนำข้าว

เรื่องเหล่านี้คุยกันได้ เพราะแนวทางตอนนี้อยู่ที่ 2 เรื่อง คือ 1.จะปฏิรูปประเทศไทย 2.จะเลือกตั้ง ถามว่าผู้ชุมนุมต้องการเลือกตั้งไหม ก็ต้องการ แต่ควรจะเป็นการเลือกตั้งที่มีรัฐบาลที่เป็นกลาง ส่วนการปฏิรูป ทั้งสองฝ่ายก็ต้องการปฏิรูป เมื่อเป็นอย่างนี้ทำไมไม่มาคุยกัน เจรจากัน

O พูดกันว่า 1 สิทธิ์ 1 เสียง ทำไมไม่ให้เขาไปเลือกตั้ง บริบทจริงๆ มันเป็นอย่างไร?

บริบทบ้านเรา หรืออย่าว่าแต่บ้านเราเลย ในขณะนี้ในอเมริกา ถ้าเราเคยอ่านหนังสือของ โจเซฟ สติกลิตซ์ (นักเศรษฐศาสตร์ เจ้าของรางวัลโนเบล) เรื่องราคาของความเลื่อมล้ำ The Price of Inequality เขาบอกเลยว่า เขาเป็นประธานดูแลเศรษฐกิจสมัย ประธานาธิบดี บิล คลินตัน เขายังบอกเองว่าในอเมริกาไม่ใช่ 1 คน 1 เสียง แต่เป็น 1 คน 1 ดอลลาร์ เพราะว่าระบบทุนมันเข้ามามีปัญหาเยอะ มันเข้าไปครอบงำ สามารถทำให้คนที่มีเงินเข้าครอบงำได้มาก

นี่คือสิ่งที่ต้องยอมรับ เป็นความจริงในสังคมไทย เพราะฉะนั้นกระบวนการเลือกตั้งต้องแก้ปัญหาพวกนี้เสียก่อน ถ้าไม่แก้ปัญหาพวกนี้ ก็เข้าสู่วงจรแบบเก่า ก็ทะเลาะกันใหม่ ก็มาชุมนุมกันใหม่...เหมือนเดิม