มึนรัฐอ้างไร้อำนาจ"เลื่อนเลือกตั้ง" ขณะที่"อภิสิทธิ์"ย้ำทำได้ ติงไม่หาทางออก
แม้จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังเป็นองคาพยพสำคัญสำหรับทิศทางการเมืองไทยในห้วงนี้ที่กำลังเผชิญกับ "ม็อบชัตดาวน์" หรือการชุมนุม "ปิดกรุงเทพฯ" ซึ่งแทบทุกคนทุกฝ่ายยังมึนอยู่ว่าจะจบอย่างไร
การที่ นายบัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) เลือกโทรศัพท์หา นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อหารือถึงวิกฤติและทางออกเรื่องการ "เจรจา" โดยไม่ได้เอ่ยถึง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ในถ้อยแถลง ย่อมเป็นการส่งสัญญาณบางอย่างที่ชัดเจนว่าคู่ขัดแย้งที่แท้จริง หรืออย่างน้อยก็เป็น "ตัวเปิด" ของสงครามตัวแทนเที่ยวนี้ คือใครกันแน่
และใครที่สามารถเข้าสู่โต๊ะเจรจาเพื่อคลี่คลายวิกฤตการณ์ได้...
ด้วยเหตุนี้ท่าทีของนายอภิสิทธิ์ต่อประเด็นแหลมคมทางการเมืองต่างๆ จึงยังน่าติดตามรับฟังเสมอ
O เรื่องเลื่อนการเลือกตั้ง นายกฯยิ่งลักษณ์บอกว่าเลื่อนไม่ได้ เพราะรัฐบาลไม่มีอำนาจ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร?
หากคุณยิ่งลักษณ์เห็นว่าการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.57 จะเป็นปัญหา ก็ควรให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นจุดเริ่มต้นในการเชิญฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยว่าปัญหาคืออะไร เพราะในทางกฎหมายมีความชัดเจนอยู่แล้วเนื่องจากในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี พี่ชายของนางสาวยิ่งลักษณ์ก็เคยทำมาแล้ว แต่ นางสาวยิ่งลักษณ์ กลับมาอ้างว่าทำไม่ได้เพราะผิดกฎหมาย
ทั้งๆ ที่พี่ชายเคยทำมาแล้วทั้งนั้น ทั้งออกพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งใหม่ ลาพักจากการรักษาการนายกรัฐมนตรี ฉะนั้นถ้านายกฯยืนยันสิ่งที่พูดกับ นายบัน คี มูนเลขาธิการยูเอ็นว่าไม่มีอำนาจในการเลื่อนการเลือกตั้ง ก็ยิ่งไม่ต้องเชิญใครเลย ปล่อยให้ กกต.ตัดสินใจไปเลย
ผมเห็นว่ารัฐบาลพยายามสร้างกระบวนการเพื่อให้ทุกฝ่ายเดินตามแนทางที่ตัวเองต้องการ ถ้าอยากทำก็ทำไป แต่ปัญหาเห็นอยู่แล้วว่าบ้านเมืองเดินได้ยากมาก เมื่อมีหน้าที่รับผิดชอบบ้านเมือง เหตุใดไม่คิดหาวิธีการให้บ้านเมืองเดินได้โดยไม่เสียหลักการ มีวิธีการที่มีคนช่วยคิดและเสนอ แต่ที่ผ่านมานายกฯไม่สนใจ หวังแต่จะใช้คนเหล่านั้นเป็นเครื่องมือจึงเป็นปัญหา
O สถานการณ์คล้ายคลึงกับปี 2549 แต่ในปีนี้จะรุนแรงมากกว่าหรือไม่?
ผมไม่อยากให้เกิดปัญหาการเปลี่ยนแปลงนอกระบบหรือความรุนแรง ทุกคนมองแล้วว่าทั้งการเลือกตั้งและการปฏิรูปในที่สุดก็ต้องเกิดขึ้น จึงต้องหาจุดร่วมของสังคมให้คนมั่นใจว่าการเมืองจะไม่กลับไปเป็นแบบเดิม
ผมไม่เข้าใจที่มีการพูดถึงการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นที่ภาคเหนือและอีสานว่าทำไมจึงอยากแบ่งแยกประเทศ แต่ไม่คิดหาแนวทางร่วมกัน จากวิธีคิดแบ่งแยกประชาชนแบบนี้จึงทำให้ประชาชนจำนวนมากออกมาชุมนุมด้วยความโกรธ เจ็บปวด ว่ารัฐบาลแบ่งแยก ไม่พัฒนาเพราะไม่สนับสนุนรัฐบาล โดยที่บางคนไม่ได้ไปไกลถึงขั้นการปฏิรูป แต่การแบ่งแยกเลือกปฏิบัติของรัฐบาลทำให้ประชาชนจำนวนมากออกมาชุมนุม เป็นที่มาของความแตกแยก และการออกกฎหมายนิรโทษกรรมซึ่งรัฐบาลก็ยังยืนยันอีกว่าเป็นกฎหมายที่ดี
O การใช้ยุทธศาสตร์แบบนี้จะรักษาอำนาจได้หรือไม่?
รัฐบาลคงพยายาม แต่ผมมองไม่เห็นว่ารัฐบาลจะอยู่อย่างนี้เพื่อให้ประเทศชาติอยู่ในสภาพแบบนี้ไปเพื่ออะไร ทำไมไม่พยายามหาทางออก ยอมรับความเป็นจริง คนที่ทำร้ายประเทศไทยก็ยังเป็นคนเดิมที่ทำร้ายประเทศมาหลายปีแล้ว ผมทราบว่าบางเรื่องนายกฯก็จะลองพิจารณาข้อเสนอ แต่เจ้าเก่าบังคับไม่ให้ทำ
O นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าจะส่งภาพนายอภิสิทธิ์ปราศรัยบนเวทีราชดำเนินไปให้เลขาธิการสหประชาชาติ
ให้ส่งไปเลย แต่อย่าโกหกเลขาธิการสหประชาชาติเหมือนที่นายกฯทำ เพราะผมสามารถอธิบายได้ทุกอย่างว่าที่ต้องขึ้นเวทีปราศรัยเนื่องจากคุณยิ่งลักษณ์โกหกเลขาธิการสหประชาชาติ ผมไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่คุณสุรพงษ์อย่าให้คนไทยมีปัญหามองสังคมโลกผิด เพราะสังคมโลกก็หวังที่จะเห็นประเทศสงบ ไม่รุนแรง บนหลักการประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่อ้างว่าเขามาสนับสนุนรัฐบาล ผมคิดว่าไม่สามารถตบตาสหประชาชาติได้
แต่ถ้าอยากหลอกลวงใครก็ทำไป เพราะวันนี้หลอกลวงคนไทยไม่ได้แล้ว รัฐบาลไม่เหลือความน่าเชื่อถือแล้ว ถ้าโกหกระดับโลกได้ก็ยากที่จะพูดคุยกับใครได้ จะหลอกใครอีก ขอให้อยู่กับความจริงแล้วเดินหน้าหาทางออกดีกว่า





