สถานการณ์"พรรคร่วมรัฐบาล"ขณะนี้มีหลายเรื่องหลายราว กระหน่ำเข้าใส่จนคาดหมายได้เลยว่าอนาคตข้างหน้าจะต้องพบเจอแต่เรื่องที่ทำให้"กระอัก"แน่นอน
โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดจากการทำงานของ "องค์กรอิสระ" ที่ถือเป็น "หอกข้างแคร่" สำหรับพรรคร่วมรัฐบาลทั้งในยามนี้และอนาคตข้างหน้า
เรื่องแรกเป็นกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติแจ้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับกรณีการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาส.ว.เมื่อวันที่ 7 ม.ค.ที่ผ่านมา จำนวน 308 คน ไม่รวมถึง นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา และ นายนิคม ไวรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ที่ถูกแจ้งข้อหาไปก่อนหน้านี้
ผู้ที่ถูกแจ้งข้อหา ประกอบด้วย อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย 223 คน พรรคชาติไทย 19 คน พรรคชาติพัฒนา 7 คน พรรคพลังชล 7 คน พรรคมหาชน 1 คน พรรคประชาธิปไตย 1 คน และ ส.ว. 50 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งถึง 48 คน และเป็นส.ว.สรรหา 2 คน
โดยทั้่งหมดป.ป.ช.นัดให้เข้ารับทราบข้อหาระหว่างวันที่ 15-17 ม.ค.นี้
หลังจากเข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ก็ต้องทำการชี้แจง หากชี้แจงแล้วฟังขึ้น ข้อกล่าวก็มีอันตกไป แต่หากการชี้แจงฟังไม่ขึ้น ป.ป.ช.ก็จะมีมติชี้มูลความผิด อันจะส่งผลให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ และส่งเรื่องการถอดถอนออกจากตำแหน่งไปให้วุฒิสภาลงมติ
หากวุฒิสภามีมติถอดถอน ก็จะทำให้ต้องเว้นวรรคทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี
แถมหากมีความผิดทาง "อาญา" ด้วย ป.ป.ช.ก็ต้องส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาซึ่งมีโทษถึงจำคุกทีเดียว
นอกจากนั้นยังมี "ดาบสอง" ที่ตามมาคือ กรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ว่าด้วยการทำหนังสือสัญญากับต่างประเทศ ขัดกับรัฐธรรมนูญหลายมาตรา โดยเฉพาะเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ล้มล้างการปกครองและกระทำการให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองโดยวิถีทางที่ไม่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 68
กรณีนี้มีผู้ที่จะถูกยื่นเรื่องให้ป.ป.ช.ดำเนินการถอดถอนออกจากตำแหน่ง และดำเนินคดีทางอาญา ประกอบด้วย นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา และสมาชิกรัฐสภา รวม 381 คน ที่ร่วมกันดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ในจำนวนสมาชิกรัฐสภา 381 คนนี้ ส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นคนที่ถูกยื่นเรื่องให้ป.ป.ช.ดำเนินการถอดถอนในกรณีเดียวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาส.ว.
นายวิรัตน์ กัลยาศิริ อดีต ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ยื่นคำร้องกรณีดังกล่าวบอกว่า หลังจากนี้ 15 วัน จะคัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนดำเนินขบวนการยื่นถอดถอนต่อป.ป.ช.ต่อไป
หันไปดูอีกเรื่องคือ กรณีที่บรรดาผู้สมัครส.ส.ในพื้นที่ภาคใต้ ทั้ง 29 รายของพรรคเพื่อไทย และพรรคเล็กอื่น ๆ ไม่สามารถเข้าไปสมัครส.ส.เขตในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคใต้ได้
เรื่องนี้พรรคเพื่อไทย ได้ยื่นร้องต่อศาลปกครองสูงสุด เพื่อให้มีคำสั่งให้ กกต.รับรองสิทธิการลงสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้ง แต่ก็ต้องหน้าหงายกลับมา
เพราะศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งไม่รับคำฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับคดีเลือกตั้ง ส.ส. จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ทางบรรดาว่าที่ผู้สมัครส.ส.พรรคเพื่อไทย เลยต้องเบนหัวหันไปยื่นเรื่องฟ้องที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เหมือนกับบางพรรคการเมืองที่ไปยื่นร้องก่อนหน้านี้
แต่แล้วก็ต้อง "แห้วซ้ำ" เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง สั่งยกคำร้องกรณีว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาสามัคคี ร้องขอคุ้มครองสิทธิลงสมัคร
ขณะที่คำร้องของว่าที่ผู้สมัครพรรคชาติพัฒนา, พรรคชาติไทยพัฒนา, พรรคภูมิใจไทย, พรรคเพื่อไทย ก็หนีไม่พ้นที่ศาลจะมีคำสั่งในลักษณะเดียวกัน
เมื่อผู้สมัครส.ส. 28 เขตภาคใต้ ไม่สามารถลงเลือกตั้งได้ ประกอบกับ 7 เขตภาคใต้ที่มีผู้สมัครคนเดียว ซึ่งต้องต่อสู้กับเกณฑ์ 20% ก็มีโอกาสสูงที่หลังการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. จะมีส.ส.ไม่ครบ 95% จนสามารถเปิดประชุมสภาฯ และเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีไม่ได้
สถานการณ์ดังกล่าวแม้รัฐบาลจะสามารถรักษาการต่อไปได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ จึงจะสามารถมี "รัฐบาลใหม่" เข้ามาบริหารประเทศชาติได้
"สุญญากาศ" ดังกล่าวยิ่งนานวัน ยิ่งส่งผลเสียหายต่อประเทศชาติมากเท่านั้น
อีกปัญหาคือ กรณีที่ กกต.ไม่ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิลงสมัครเลือกตั้งส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อรวม 87 ราย ใน 25 พรรคการเมือง เนื่องจากขาดคุณสมบัติ ซึ่งพรรคเพื่อไทย มีผู้ถูกตัดสิทธิ 4 คนคือ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นายถาวร ตรีรัตนณรงค์ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และพล.ต.อ.วิรุฬ ฟื้นแสน
นอกจากนั้น พรรคชาติพัฒนา ถูกตัดสิทธิ 5 คน พรรครักประเทศไทย 3 คน พรรคภูมิใจไทย 7 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 5 คน
แม้ผู้ถูกตัดสิทธิสามารถไปยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาได้ แต่หากศาลมีความเห็นตามที่กกต.มีมติ สิ่งที่จะตามมาก็คือ จะต้องดำเนินคดีอาญากับบุคคลดังกล่าวด้วย ฐานเป็นผู้ที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิสมัครแต่ยังลงสมัครซึ่งมีโทษ ตามพ.ร.บ.เลือกตั้งมาตรา 139 จำคุก 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2หมื่น -2 แสน หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลอาจสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี
ขณะที่หัวหน้าพรรคการเมืองก็ต้องถูกดำเนินคดีในฐานะเป็นผู้สนับสนุนด้วย เพราะเป็นผู้ที่เซ็นยินยอมและส่งบุคคลดังกล่าวเป็นผู้สมัคร
กรณีนี้แม้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และลูกพรรค จะออกมายืนยันว่า ไม่ได้มีปัญหาเรื่องขาดคุณสมบัติ ตามที่กกต.ประกาศ แต่เมื่อกกต.ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงมติใดๆ ก็ต้องไปสู้กันที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
ประเด็นถัดมาก็คือ เรื่องเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ว่ารัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ได้นั่งบัลลังก์และไต่สวนผู้ร้อง และผู้ถูกร้องไปแล้วและได้นัดไต่สวนเพิ่มเติมอีกในวันที่ 15 พ.ค.นี้
ดูแนวโน้มแล้ว ก็เสี่ยงอยู่เหมือนกันที่"ศาลรัฐธรรมนูญ"จะวินิจฉัยว่า"เงินกู้2ล้านล้าน" มีบางประเด็นที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ?
รัฐบาลคงไม่หนักใจและหวั่นไหวเท่าไหร่กับแรงกดดันของผู้ชุมนุมกลุ่ม"กปปส."
แต่จะหนักใจและ"มีอันเป็นไป" เพราะการทำหน้าที่ของ"องค์กรอิสระ"มากกว่า ไม่ว่าจะเป็น "ศาลรัฐธรรมนูญ-ป.ป.ช.-กกต.-ศาลปกครอง"
จริงไม่จริงประการใด อีกไม่นานเกินรอคงได้เห็นกัน!





