วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

หน่วยงานรัฐหนีพื้นที่กระทรวงรับมือชัตดาวน์

หน่วยงานราชการเตรียมแผนรับมือการชุมนุมชัตดาวน์กรุงเทพในวันที่ 13 ม.ค. หนีใช้สถานที่ทำงานอื่นแทนพื้นที่กระทรวงเดิม หากไม่สามารถเข้าทำงานได้

นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม(กรอ.) ในฐานะโฆษกกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวถึง แผนการรับมือการชุมนุมชัตดาวน์กรุงเทพวันที่ 13 ม.ค.นี้ ว่า ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมนั้น ล่าสุดนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมได้เรียกประชุมเพื่อวางแผนรับมือในแต่ละกรม กองแล้ว เช่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) หากเข้าทำงานไม่ได้จะย้ายไปทำงานชั่วคราวที่กล้วยน้ำไท

ส่วนกรอ.เดิมกำหนดให้ผู้บริหารทำงานที่นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง แต่มองว่าเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่จะไม่มีที่ทำงานดังนั้นจึงอยู่ระหว่างพิจารณาหาสถานที่รองรับ หรือให้ทำงานชั่วคราวที่บ้าน โดยเชื่อมระบบการทำงานร่วมกันผ่านระบบออนไลน์

อุตฯเล็งใช้นิคมฯลาดกระบังชั่วคราว

นอกจากนี้ จะย้ายหน่วยงานบางส่วนของ กรอ. ไปทำงานที่สำนักวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชั้น 5 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กรณีที่เข้าทำงานที่กระทรวงอุตสาหกรรมไม่ได้ โดยจะเป็นศูนย์กลางให้บริการผู้ประกอบการเข้ามาติดต่อประสานงานในทุกๆ เรื่อง

"ขณะนี้ยังมีความเป็นห่วงถึงการอนุญาตนำเข้าวัตถุอันตรายทั้งหลาย เพราะกฎหมายบังคับให้ทำเอกสารแจ้งกรอ.ทุกครั้งที่มีการนำเข้า หากไม่แจ้งจะผิดกฎหมายทำให้กรมศุลกากรไม่อนุญาต ดังนั้นต้องเตรียมระบบเพื่ออำนวยความสะดวกแก่เอกชน ทั้งนี้ถ้าปิดกระทรวงฯไม่นานการอนุญาตจะไม่กระทบ แต่หากยืดเยื้อต้องเคลื่อนย้ายแฟ้มเอกสารไปที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือต่อไป" นายณัฐพลกล่าว

ด้าน นายดล เหตระกูล ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า แผนการรับมือชุมนุมของกลุ่มกปปส.ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม เบื้องต้นหากผู้ชุมนุมปิดกระทรวงฯจนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ทางกระทรวงฯจะจัดให้ผู้บริหารทั้งหมด และหน่วยงานที่สำคัญ ย้ายไปทำงานชั่วคราวที่สำนักงานนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง เพื่อให้งานสามารถเดินหน้าได้ตามปกติ

"พาณิชย์"มุ่งศูนย์ศิลปาชีพบางไทร

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธ์ ที่ปรึกษาการพาณิชย์ ในฐานะโฆษกกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ เตรียมแผนรับมือการชุมนุมปิดกรุงเทพฯ โดยเฉพาะการให้บริการต่างๆ จะต้องดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนที่เข้ามาใช้บริการ เพราะไม่อยากให้ส่งผลกระทบต่อการประกอบธุรกิจ เนื่องจากกระทรวงฯ เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจในหลายๆ ด้าน หากเกิดการชะงัก ก็อาจจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศได้

ส่วนงานให้บริการแก่ประชาชน ได้แก่ การขอใบอนุญาตการส่งออก-นำเข้า การขอหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า บริการด้านทรัพย์สินทางปัญญา ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า บริการจดทะเบียนธุรกิจ การขออนุญาตขนย้ายสินค้าควบคุม บริการให้คำปรึกษาการค้าระหว่างประเทศ บริการข้อมูลการดำเนินงานตามโครงการรับจำนำสินค้าเกษตร ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบไปดูแล และแจ้งประสานให้ประชาชนไปใช้บริการในสาขาบริการอื่นของหน่วยงานนั้นๆ แทน

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถสอบถามรายละเอียดการให้บริการได้ที่สายด่วนของกรมต่างๆ ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1570 กรมการค้าต่างประเทศ 1385 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 1169 กรมทรัพย์สินทางปัญญา 1368 และกรมการค้าภายใน 1569

อย่างไรก็ตาม การให้บริการอาจจะล่าช้าไปบ้าง เพราะระบบการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์จากส่วนกลางอาจจะติดขัด ก็จะให้บริการผ่านระบบ Manual ไปก่อน

ปิดพาณิชย์สนามบินน้ำ 13 มี.ค.

นายวุฒิไกรกล่าวว่า สำหรับการเข้าทำงานที่กระทรวงพาณิชย์ สนามบินน้ำ ของข้าราชการ ล่าสุดได้มีคำสั่งให้ปิดกระทรวงฯ ในวันที่ 13 ม.ค.2557 และจะมีการพิจารณาเป็นรายวันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป และในส่วนของข้าราชการให้ผู้บริหารของหน่วยงานจัดกำลังคนไปปฏิบัติงานในสาขา หรือให้ทำงานที่บ้าน ตามความเหมาะสม ซึ่งมั่นใจว่า งานต่างๆ ของกระทรวงพาณิชย์จะไม่สะดุด ยังสามารถทำงานได้ตามปกติ

ส่วนผู้บริหารระดับสูง ตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการ รองอธิบดี อธิบดี ปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง ให้ไปประจำการที่ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) ตั้งอยู่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งได้จัดทำเป็นศูนย์ปฏิบัติการและสั่งการของกระทรวงพาณิชย์เป็นการชั่วคราว

ทางด้านการดูแลทรัพย์สินของกระทรวงฯ จะปิดประตูทางเข้าออก เพื่อป้องกันสถานที่ราชการ ไม่ให้ได้รับความเสียหาย และได้จัดเวรยามดูแลอย่างเต็มที่

ชัชชาติสั่งปิดทางลงทางด่วน6จุด

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมวางแผนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งทางบก ทางราง และทางเรือ เพื่อกำหนดรายละเอียดแผนรับมือการชุมนุมวันที่ 13 ม.ค.นี้ ว่า เป็นการซักซ้อมความพร้อมครั้งสุดท้าย ซึ่งประเมินว่าการปิดการจราจรในวันดังกล่าว จะกระทบประชากร 680,000 คน นักเรียนนักศึกษา 440,000 คน การจ้างงาน 1.2 ล้านตำแหน่ง จำนวนเที่ยวการเดินทางที่เกี่ยวข้องโดยตรง 4.8 ล้านเที่ยว คิดเป็น 26%ของการเดินทางทั้งหมด และต้องใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากปกติ

ทั้งนี้ กระทรวงฯได้เตรียมจุดจอดรถ 41 จุดในทุกทิศทางรอบนอกและพื้นที่ด้านในกรุงเทพฯ รองรับได้วันละ 1.8 หมื่นคัน และขอให้ประชาชนเดินทางผ่านระบบขนส่งสาธารณะทุกประเภท รวมทั้งให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)เพิ่มความถี่ของรถไฟชานเมืองเป็น 15 นาที/ขบวน ส่วนรถโดยสารหากให้บริการได้ 1 ช่องทาง ความเร็วจะลดเหลือ 5-7 กม./ชม. จากปกติ 12 กม./ชม.

"ถนนที่จะได้รับผลกระทบรถติดมากสุด คือ ถนนวิภาวดีรังสิต พหลโยธิน สุขุมวิท และพระราม 4 ผมได้สั่งให้จัดจุดกลับรถพิเศษก่อนถึงบริเวณชุมนุมประมาณ 500 เมตร จำนวน 12 จุด ในถนนสายสำคัญ เช่น วิภาวดีรังสิต สุขุมวิท ลาดพร้าว สาธร สีลม เพชรบุรีตัดใหม่ พระราม 9 พระราม 4 รัชดาภิเษก ราชดำเนินกลาง ราชวิถี พหลโยธิน ส่วนระบบทางด่วนจะปิดทางลงบางจุดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหารถติดสะสม เช่น ทางลงสีลม หัวลำโพง ยมราช อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ สุขุมวิท และพระราม 4"