วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กกต.เสนอเลื่อนเลือกตั้ง

กกต.เสนอเลื่อนเลือกตั้ง ยก6เหตุผล เลือกตั้งไม่เรียบร้อย-แนวโน้มการเมืองรุนแรง

กกต.ทำหนังสือเสนอนายกฯ ออกพระราชกฤษฎีกาเลื่อนเลือกตั้ง อ้าง 6 เหตุ ส่งผลให้เลือกตั้ง 2 ก.พ.ไม่เรียบร้อย ด้านนายกฯย้ำจุดยืน เลือกตั้งก่อนปฏิรูป พร้อมเปิดกว้างให้มีเวทีกลาง หาทางออก ขณะปลัดสธ.ยอมรับประชาคมสาธารณสุข ออกแถลงการณ์เรียกร้องนายกฯลาออกจริง

การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) ประกาศจะปิดกรุงเทพมหานคร ในวันจันทร์ที่ 13 ม.ค.นี้ ได้สร้างความวิตกว่าจะทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นจากความขัดแย้ง โดยมีข้อเสนอจากหลายกลุ่ม ทั้งการมีการเจรจา เสนอให้เลื่อนเลือกตั้งและให้รัฐบาลลาออก

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่าที่ประชุม กกต.มีมติให้ทำหนังสือ ถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้รัฐบาลหารือ กับทุกพรรคการเมือง เพื่อทำข้อตกลงเลื่อนการเลือกตั้งออกไป โดยให้ออกเป็นพระราชกฤษฎีกา

"ถ้ารัฐบาลไม่ดำเนินการ กกต. พร้อมจะเดินหน้าจัดการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในวันเลือกตั้ง"

ทั้งนี้ นายสมชัย อ้างว่าเหตุที่เสนอให้กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ หลังพบปัญหาใน 6 ประเด็นสำคัญคือ 1.ใน 28 เขตเลือกตั้ง ที่ยังไม่มีผู้สมัคร ทำให้ได้ ส.ส.ไม่ถึง 95% ไม่สามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้ 2. ใน 28 เขตไม่มีผู้สมัคร ไม่สามารถเลื่อนวันเลือกตั้งได้ เพราะจะขัดรัฐธรรมนูญที่ระบุให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นพร้อมกัน 3. ใน 22 เขตที่มีผู้สมัครคนเดียวอาจมีปัญหาได้คะแนนไม่ถึง 20% และมีโอกาสเลือกตั้งซ่อม 4. สถานการณ์มีแนวโน้มเกิดความรุนแรง 5. เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งมากกว่า 1 แสนคน กกต.ไม่สามารถจัดสรรหาได้ครบตามจำนวนและทันเวลา และ6. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน มีหนังสือถึง กกต.เรื่องการใช้งบประมาณ

นายสมชัยกล่าวว่ากกต.ยังเห็นว่าเหตุผลที่ไม่ให้เป็นการเลื่อน แต่ให้เป็นการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ เพราะจะให้เริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมดตั้งแต่วันรับสมัคร จับหมายเลข โดยวันที่ชัดเจนควรเป็นการหารือของรัฐบาล พรรคการเมือง และ กกต.เพื่อหาวันที่เหมาะสม

นายกฯแถลงพร้อมเปิดเวทีกลาง

อย่างไรก็ตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้ใช้ห้อง "พรหมนอก" ชั้น2 อาคารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เปิดให้สัมภาษณ์ในทุกประเด็น โดยมีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโยลีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมด้วย

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินการเรื่องต่างๆว่า หลังจากที่ยุบสภารัฐบาลมีหน้าที่ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้การทำงานผ่านโดยราบรื่น แต่อาจมีปัญหาอุปสรรคบ้าง แต่หลังจากที่รับฟังเสียงจากประชาชนสิ่งที่มีความเห็นตรงกันก็คือทุกฝ่ายต้องการที่จะมีสภาปฏิรูปประเทศ ซึ่งรัฐบาลเห็นด้วยและเชื่อว่าเป็นความต้องการ

"วันนี้รัฐบาลอยากให้ใครก็ได้ เปิดเป็นเวทีกลางเพื่อเป็นการเริ่มต้นเพื่อให้ทุกภาคส่วนมาหารือแสดงความคิดเห็น"

นายกฯ กล่าวอีกว่า รัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดการพูดคุย และเกิดความสงบภายในประเทศจึงขอร้องทุกภาคส่วนหันหน้ามาพูดคุยกันเพื่อหาทางออกให้กับประเทศ ในส่วนการเตรียมความพร้อมการชุมนุมของ กปปส.ในการชัตดาวน์กรุงเทพฯวันที่ 13 ม.ค. ที่หลายส่วนมีความเป็นห่วงนั้นได้มีการเตรียมพร้อมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับทุกคน รัฐบาลอยากเห็นการชุมนุมโดยสงบ อยากเห็นสันติเกิดขึ้น

ย้ำเดินหน้าเลือกตั้งก่อน

"ดังนั้นถ้าเราช่วยกันให้การเลือกตั้งผ่านไปก่อน แล้วเร่งทำในเรื่องการปฏิรูปก็จะทำให้การปฏิรูปเสร็จขึ้นเร็ว แล้วก็ทำการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่"

สำหรับ แนวทางแก้ไขความขัดแย้งให้ทหารมาเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างนายกฯกับ กปปส. เป็นทางแก้ปัญหาหรือไม่นั้น นายกฯกล่าวว่าในความเป็นจริงกองทัพต้องทำหน้าที่ในการดูแลเรื่องของความสงบในประเทศ แต่ถ้าถามว่าโดยสถานการณ์ขณะนี้จะเป็นกองทัพหรือใคร รัฐบาลก็ยินดีเพียงขอให้มีการพูดคุย แต่ถ้าการพูดคุยเราอยู่บนหลักต่างคนต่างยืน คนกลางที่จะเข้ามาพูดคุยก็ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ดังนั้นก็ต้องมาคุยกันว่าถ้าเราพร้อมที่จะหันหน้ามาช่วยกันก็ต้องร่วมมือกันทำ เพื่อให้เกิดความสงบ ถ้าผู้ชุมนุมยินดีที่จะมาคุยก็เชื่อว่าทุกคนพร้อมให้ความร่วมมือรวมถึงตนเองด้วย

"เรียนว่าวันนี้เราต้องช่วยกัน ไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง และเชื่อกองทัพเองก็คงต้องคิดว่าการปฏิวัติไม่ได้ทำให้เกิดผลดีกับประเทศเลย ยิ่งกลับทำให้ประเทศไม่เป็นประชาธิปไตย วันนี้เราต้องช่วยกันในการรักษาประชาธิปไตย ช่วยกันรักษากติกา แต่ไม่ได้หมายความว่าการรักาากติกาจะไม่ฟังเสียงประชาชน แต่ขอให้ฟังเสียงโดยกลไกที่เป็นระบบให้เดินได้ ถ้าการที่เราไม่รักษากติกา ก็จะเกิดปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วประเทศจะแก้ปัญหาอย่างไร ก็ขอฝากไว้ด้วย"

ศอ.รส.พร้อมรักษาความปลอดภัย

ด้านนายธงทอง จันทรางศุ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดตั้งองค์กรเพื่อทำหน้าที่การปฏิรูปหรือสภาปฏิรูปนั้น ได้เคยสอบถามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาโดยมีการตั้งตุ๊กตาว่าจะออกเป็นพระราชกำหนดได้หรือไม่ ซึ่งมีคำตอบว่าน่าจะมีข้อจำกัดขัดข้อง เพราะเงื่อนไขการออกพระราชกำหนด (พรก.) จะต้องเป็นภาวะที่เร่งด่วนและฉุกเฉิน และที่สำคัญกระบวนการการออก พรก.นั้นจะต้องผ่านความเห็นชอบของสภาและวุฒิสภา แต่วันนี้ยังไม่มี ซึ่งความเห็นของเลขาธิการกฤษฎีกาก็เกรงว่าหากมีการออก พรก.จริงก็อาจมีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ สุดท้ายก็เดินต่อไปไม่ได้

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ ในฐานะกำกับดูแลศอ.รส. กล่าวถึงมาตรการดูแลประชาชนและรับมือการชุมนุมของกลุ่มกปปส.ในวันที่ 13 ม.ค.ว่า ศอ.รส.อยากให้ประชาชนใช้ชีวิตตามปกติ ศอ.รส.จะอำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัย

"เชื่อมั่นว่าวันที่ 13 ม.ค. จะผ่านไปได้ด้วยดี ความวุ่นวายจะไม่เกิดขึ้น เพราะผู้ชุมนุมยืนยันว่าจะชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ"

ด้านพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. กล่าวยอมรับว่าจากการข่าวเป็นห่วงสถานการณ์เกี่ยวกับมือที่สาม ที่จะเข้ามาก่อเหตุ ซึ่งทาง สตช.ได้มีมาตรการในการดูแลและควบคุมในเรื่องของอาวุธต่างๆ ซึ่งจะมีการตั้งจุดตรวจที่เข้มแข็งขึ้นมาอีกหลายจุด

ทปอ.ย้ำจุดยืนปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

วานนี้ ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมวิสามัญ ทปอ. ซึ่งมีอธิการบดี และผู้แทนมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิก ทปอ. 27 แห่งเข้าร่วม โดยใช้เวลาการหารือกว่า 3 ชั่วโมง

ศ.นพ.รัชตะ กล่าวว่า ด้วยความห่วงใยในสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ซึ่งกังวลว่าจะนำไปสู่การสูญเสียชีวิต ทรัพย์สิน หรือเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น

ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติออกแถลงการณ์ ทปอ. ฉบับที่ 5 โดย ทปอ.ขอยืนยันข้อเรียกร้องให้ทุกฝ่ายไม่ใช้ความรุนแรงที่จะก่อให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สิน และสวัสดิภาพของประชาชนดังเช่นเหตุการณ์ที่ผ่านมา และขอให้ทุกฝ่ายยอมหันหน้าเข้าหารือกัน เพื่อแก้ไขวิกฤติครั้งนี้ด้วยวิถีทางระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยความจริงใจ และยึดมั่นผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

และขอเรียกร้องในประเด็นต่อไปนี้1. ทปอ.ยืนยันข้อเสนอของ ทปอ.ตามแถลงการณ์ฉบับที่ 4 เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2556 ที่ขอให้มีรัฐบาลรักษาการที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และให้มีการปฏิรูปประเทศในทุกมิติโดยองค์กรที่เป็นกลางจากทุกภาคส่วน ที่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย 2. ทปอ. ขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองทุกพรรคให้สัตยาบันแสดงเจตนารมณ์ที่จะดำเนินการปฏิรูปประเทศตามข้อ 1

3. ทปอ. เล็งเห็นว่าการดำเนินการเลือกตั้งภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่จะนำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อยของประเทศยิ่งขึ้น จึงขอเรียกร้องให้ทบทวนกติกาและการจัดการเลือกตั้ง เพื่อจะได้มาซึ่งการเลือกตั้งที่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล

อนึ่ง ทปอ.ในฐานะที่เป็นที่รวมของสถาบันการศึกษาของประเทศ ยังยืนยันหลักการที่จะต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ และยินดีที่จะให้ความร่วมมือทุกฝ่ายในการหาทางออกให้กับประเทศครั้งนี้

“โดยนัยแล้วการตั้งรัฐบาลรักษาการก็ต้องมีนายกรัฐมนตรีที่เป็นกลาง ดังนั้น คงต้องมีการเปลี่ยนแปลงรักษาการนายกรัฐมนตรีปัจจุบัน ส่วนการเลือกตั้งที่กำหนดจะมีขึ้นในวันที่ 2 ก.พ.นั้น ที่ประชุมส่วนใหญ่มีความกังวลว่าการเลือกตั้งในวันดังกล่าวอาจจะมีปัญหา ดังนั้น การเลื่อนวันเลือกตั้งก็จะเป็นแนวทางหนึ่งที่ กกต.ควรจะนำไปพิจารณา ทั้งนี้ ทปอ.ยืนยันที่จะยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และที่ประชุม ทปอ.ก็ไม่เห็นด้วยหากจะมีการรัฐประหารเกิดขึ้น เพราะไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาของประเทศ ซึ่งการแก้ปัญหาจะต้องยึดหลักในระบอบประชาธิปไตยของประเทศและตามกรอบรัฐธรรมนูญปัจจุบันเป็นหลักและทั้งสองฝ่ายต้องหันหน้ามาพูดคุยกันโดยยึกผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก” ประธาน ทปอ. กล่าว

ปลัดสธ.รับออกแถลงการณ์จริง

นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่ารู้สึกสบายใจที่ได้เป็นตัวของตัวเอง โดยการออกแถลงการณ์ในครั้งนี้ ยืนยันว่าเป็นไปตามมติเสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมประชาคมสาธารณสุข ซึ่งประกอบไปด้วย 8 สาขาวิชาชีพ อาทิ ชมรมนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย สมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไป ชมรมทันตแพทย์ และชมรมผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งมีจำนวนสมาชิกทั้งหมดประมาณ 400-500 คน ที่เห็นว่าควรมีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง

"แต่การทำงานของแพทย์และบุคลากรสาธารณสุขจะไม่หยุดให้บริการประชาชน เพราะไม่อยากเอาประชาชนเป็นตัวประกัน"

ทั้งนี้ ข้อเรียกร้องตามแถลงการณ์ฉบับที่ 3 นั้น มี 5 ประกอบด้วย 1. ขอย้ำจุดยืนที่จะให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง 2.เรียกร้องให้รัฐบาลลาออกโดยทันที เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการปฏิรูปที่เป็นกลางและยุติธรรม 3.เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้หมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้ว จึงยืนยันที่จะไม่ทำงานกับรัฐบาลชุดนี้ 4. ยืนยันจะทำงานให้บริการดูแลประชาชนบนพื้นฐานจริยธรรมวิชาชีพอย่างเต็มที่ โดยไม่เลือกปฏิบัติ และ 5. พร้อมแสดงออกทุกวิถีทางเพื่อยืนยันจุดยืนดังกล่าว และขอเชิญชวนประชาคมทุกกระทรวง ทบวง กรม ออกมาแสดงจุดยืนร่วมกัน

“นี่ไม่ใช่ความคิดของผมคนเดียว แต่เป็นความคิดของประชาคมสาธารณสุข ที่เห็นว่าต้องปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง และสบายใจขึ้นที่ตัดสินใจเป็นตัวของตัวเอง ไม่ต้องห่วงไม่ต้องกังวล ยืนยันตามความคิดของตัวเอง ซึ่งก่อนหน้านี้ได้บอกครอบครัวว่าเจอกันเมื่อชาติต้องการ จะได้ไม่ต้องกังวลอะไรเกี่ยวกับผม ขอยืนยันว่าจะไม่ลาออกจากตำแหน่งปลัดกระทรวง แต่ส่วนตัวไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งหน้าที่ ส่วนคนที่ไม่เห็นด้วยก็ถือเป็นมุมมองความคิดที่เป็นอิสรเสรี สามารถคิดได้ ” นพ.ณรงค์ กล่าว

ด้านนพ.ประดิษฐ์ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่าต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่ขณะนี้ทราบว่านายกฯได้สั่งการให้ศอ.รส.เรียกมาพูดคุยว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ขณะเดียวข้าราชการทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายกฎระเบียบที่มีอยู่ แค่บอกว่าไม่ทำงานตามรัฐบาลก็ถือว่าผิดวินัยแล้ว แต่หากตรวจสอบพบว่าผิดจริงในเรื่องของบทลงโทษนั้น คงเป็นหน้าที่ของศอ.รส. เนื่องจากขณะนี้อยู่ในภาวะไม่ปกติ