ศาล รธน. นั่งบัลลังก์ไต่สวนคดี พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน ส.ส. "เพื่อไทย" อ้างพกบัตรหลายใบเพราะขี้ลืม
เมื่อเวลา 11.10 น. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ องค์คณะตุลาการได้ออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนผู้ร้อง และผู้ถูกร้อง รวมถึงพยานในคำร้องที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรส่งความเห็นของสมาชิกรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 154วรรคหนึ่ง (1) ว่า ร่างพ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 169 วรรคหนึ่ง และมาตรา 170 หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยศาลได้ตั้ง 2 ประเด็นในการไต่สวน คือ กระบวนการตราชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเนื้อหาตราขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
โดยศาลได้เริ่มไต่สวนในประเด็นกระบวนการตราชอบกฎหมายก่อน ซึ่งมี น.ส.รังสิมา รอดรัศมี อดีต ส.ส.สมุทรสงคราม พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ที่บันทึกคลิปวีดีโอนายนริศร ทองธิราช อดีตส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย กระทำการเสียบบัตรลงคะแนนแทนส.ส.คนอื่น โดยน.ส.รังสิมา กล่าวยืนยันขณะเปิดหลักฐานคลิปวีดีโอเสียบัตรแทนกัน ว่า ภาพในคลิปวีดีโอเป็นนายนริศร ที่เสียบัตรลงคะแนนแทนส.ส.คนอื่นในการลงมติวาระ 2 ของการพิจารณาร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ เมื่อวันที่ 20 ก.ย.56 ทั้งนี้ตนได้ติดตามพฤติกรรมการเสียบบัตรแทนส.ส.คนอื่นของนายนริศรมากว่า 2 ปี และพยายามแจ้งให้ประธานในที่ประชุมสภารับทราบ แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจ จึงต้องหาวิธีถ่ายคลิปเป็นหลักฐาน อย่างไรก็ตาม ภายหลังตนได้มาเป็นพยานว่านายนริศร เป็นผู้เสียบบัตรแทน เมื่อครั้งการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาส.ว. นายนริศร ก็ไม่เคยมาต่อว่าตน หรือเจ้าแจ้งความฐานที่ตนกล่าวหาให้เสียหาย
ขณะที่นายนริศร ก็ให้ถ้อยคำยอมรับว่า เป็นบุคคลที่ปรากฏในภาพ ที่ผ่านมาพกบัตรหลายใบเนื่องจากเป็นคนขี้ลืม และมักทำบัตรหายบ่อยครั้งส่วนตัวมีบัตร 3-5ใบ รวมทั้งเมื่อเสียบบัตรลงคะแนนแล้วเครื่องลงคะแนนไม่บันทึกเป็นคะแนนจึงต้องนำบัตรสำรองเสียบอีกหลายครั้ง แต่ยืนยันไม่เคยกดบัตรลงคะแนนแทนสมาชิกคนใด รวมทั้งเห็นว่าการที่ตนเองใช้บัตรของตัวเองเสียบลงคะแนนหลายครั้งไม่ได้เป็นการฉ้อฉล หรือทุจริต และไม่มั่นใจว่าภาพที่ปรากฏในคลิปวีดีโอเป็นวันที่มีการลงมติร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้หรือไม่
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ให้ถ้อยคำยืนยันว่า บัตรที่นายนริศร ใช้ลงคะแนนเป็นบัตรจริงไม่ใช่บัตรสำรอง เพราะมีรูปถ่ายชัดเจน เนื่องจากลักษณะของบัตรจริงกับบัตรสำรองแตกต่างกัน บัตรจริงจะมีรูปประจำตัวสมาชิก ส่วนบัตรสำรองจะเป็นสีชมพูไม่มีรูปประจำตัวสมาชิก นอกจากนี้การที่นายนริศร อ้างว่ามีบัตรสำรองหลายใบ ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะหากสมาชิกทำบัตรหาย ทางสภาผู้แทนราษฎรจะออกบัตรสำรองให้มา 1 ใบเมื่อไปแจ้งและลงบันทึกไว้ ซึ่งตนคิดว่าน่าจะสามารถนำหลักฐานการแจ้งบันทึกทำบัตรใหม่หรือขอบัตรสำรองได้ และหากทำบัตรประจำตัวใหม่ หมายเลขประจำบัตรก็จะเป็นคนละหมายเลขกับบัตรเดิมที่ทำหาย และในความเป็นจริงหากบัตรลงคะแนนเป็นของสมาชิกคนนั้นที่เสียบเกินกว่าหนึ่งครึ่ง เครื่องลงคะแนนก็จะไม่ขานเป็นคะแนนซ้ำ เพราะก่อนที่ตนจะแนะนำให้ น.ส.รังสิมา ถ่ายคลิปวีดีโอเป็นหลักฐานนั้น พวกตนได้เคยลองเสียบบัตรของสมาชิกทั้ง 2 ใบแล้ว ปรากฏว่าเครื่องเสียบบัตรสามารถบันทึกการลงคะแนนได้ ดังนั้นที่นายนริศรอ้างว่าบัตรที่เสียบหลายครั้งเป็นของตัวเองนั้นไม่เป็นความจริง
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลได้พักการไต่สวนในช่วงเช้า เวลา 12.15 น. พร้อมนัดผู้ร้อง ผู้ถูกร้องและพยานเข้าไต่สวนอีกครั้งในเวลา 13.30 น. โดยจะเป็นการไต่สวนในประเด็นเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวที่ตราขึ้นโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่


