วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เปิดพื้นที่กลุ่ม'เห็นต่าง'หยุดเงื่อนไขรุนแรง

เปิดพื้นที่กลุ่ม"เห็นต่าง" หยุดเงื่อนไขความรุนแรง

ข้อถกเถียงที่ว่า ควรจะปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้งตามข้อเรียกร้องของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. นำโดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กปปส.พร้อมเดินหน้าเคลื่อนไหวขัดขวางการรับสมัคร สส. ระบบบัญชีรายชื่อ บริเวณอาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชน(ไทย-ญี่ปุ่น) จนเกิดเหตุรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตทั้งฝั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ชุมนุม และคัดค้านการรับสมัคร สส. ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ในพื้นที่ภาคใต้อย่างน้อย 8 จังหวัด

พร้อมกันนี้ ยังได้ประกาศชัตดาวน์กรุงเทพฯ ในวันที่ 13 ม.ค. โดยเคลื่อนขบวนชุมนุมปิดถนนชั้นใน เพื่อให้เมืองหลวงกลายเป็นอัมพาต เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านการเลือกตั้ง

แม้กลุ่ม กปปส.จะมีมวลชนสนับสนุนข้อเรียกร้องจำนวนไม่น้อย แต่ต้องยอมรับว่ามีกลุ่มที่เห็นต่างและเรียกร้องให้ประเทศเดินหน้าสู่การเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. 2557 จำนวนมากเช่นกัน เพราะเห็นว่าการเลือกตั้งและการปฏิรูปประเทศต้องเดินไปภายใต้ระบบประชาธิปไตย ที่คนส่วนใหญ่เข้ามามีส่วนรวม และบนพื้นฐานที่ว่า คนเท่าเทียมกันตามหลักการหนึ่งสิทธิ์ หนึ่งเสียง เพราะการเลือกตั้งและการปฏิรูปเดินคู่กันได้

การรวมกลุ่มผู้เห็นต่างจึงเกิดขึ้นโดยผ่านทางโซเซียลมีเดีย ซึ่งมีหลากหลายเริ่มจากกลุ่ม "สมัชชาปกป้องประชาธิปไตย"เป็นการรวมตัวของกลุ่มนักวิชาการจากกลุ่มนิติราษฎร อาจารย์ นิธิ เอียวศีวงศ์ เกษียร เตชะพีระ และ นักเขียน นักเรียน นิสิตนักศึกษา ข้าราชการ และบุคคลทั่วไปจำนวนมาก ซึ่งไม่เห็นด้วยกับข้อเรียกร้องของ กปปส. ที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญและไม่เป็นไปตามครรลองของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยจึงเกิดขึ้น และเรียกร้องให้เดินหน้าจัดการเลือกตั้ง

ขณะที่ยังมี กลุ่ม "WE VOTE" ที่ประกาศอย่างชัดเจนสนับสนุนการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ในวันที่ 2 ก.พ. นี้ เคารพการตัดสินใจแก้ไขปัญหาทางตันทางการเมืองด้วยระบอบรัฐสภา การคืนอำนาจกลับสู่ประชาชนให้มีส่วนร่วมในการแก้ไขความขัดแย้ง และสนับสนุนกระบวนการปฏิรูปทางการเมืองบนหลักการประชาธิปไตย

และ กลุ่ม "ANTs' POWER" แม้จะเป็นกลุ่มพลังเล็กๆ แต่ก็ชัดเจนว่าสนับสนุนการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้รวมตัวจัดกิจกรรม "รวมพลคนไปเลือกตั้ง" โดยการปล่อยลูกโป่งสีขาว รณรงค์ให้คนไทยไปเลือกตั้งเพราะเชื่อว่าเป็นทางออกเพื่อลดความขัดแย้งทางการเมืองในขณะนี้ ณ Skywalk ระหว่างสถานีรถไฟฟ้าสยามดิสคัฟเวอรี่และสถานีสนามกีฬาแห่งชาติ

นอกจากนี้ยังมี กลุ่ม "พอกันที! หยุดการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง!" ซึ่งตั้งขึ้นหลังความอดทนสุดท้ายสิ้นสุดลง จากความสูญเสียของทุกฝ่ายทั้งบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหง หน้าอาคารกีฬาเวสน์ 2 ศูนย์เยาวชน(ไทย-ญี่ปุ่น) และเหตุการณ์รุมทำร้ายคนขับแท็กซี่บนถนนวิภาวดีรังสิต

"หลังจากเห็นภาพภรรยาของตำรวจที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ปะทะที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง และเห็นการ์ด กปปส.ที่เสียชีวิต ก็รู้สึกอัดอั้นตันใจอยู่คนเดียวจึงตั้งแฟนเพจนี้ขึ้นมา เพื่อเป็นพื้นที่แสดงออกสำหรับประชาชนทั่วไปที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมที่จะนำไปสู่เงื่อนไขความรุนแรง"

กิตติชัย งามชัยพิสิฐ ผู้ก่อตั้งกลุ่ม พอกันที! หยุดการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง! กล่าวถึงเหตุผลในการสร้างแฟนเพจฯ พร้อมกับระบุว่าต้องการเรียกร้องให้มีการเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง เพื่อนำไปสู่ปฏิรูปทางการเมืองตามกรอบกติกาประชาธิปไตย

กลุ่ม พอกันที! หยุดการชุมนุมที่สร้างเงื่อนไขไปสู่ความรุนแรง! ได้จัดกิจกรรม "จุดเทียนเขียนสันติภาพ" บริเวณลานหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งจัดกิจกรรมผ่านไปแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกช่วงปลายเดือน ธ.ค. 2556 และล่าสุดเมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2557 ที่ผ่านมา เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มคนที่ไม่ต้องการความรุนแรง

กิจกรรมของกลุ่มนอกจากเขียนโพสต์อิต แสดงความในใจต่อสถานการณ์การเมือง เปิดเวทีให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมพูดถึงมุมมองทางการเมือง รวมทั้งเชิญชวนให้คนไทยเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง และร่วมกันจุดเทียนเป็นรูปสัญลักษณ์สันติภาพ และนัดกันแสดงออกอีกครั้งในวันศุกร์ที่ 10 ม.ค. ในสถานที่เดิม

ณิศศญาณี ลิมป์ศรเลิศ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม "จุดเทียนเขียนสันติภาพ" บอกว่า เหตุผลที่ตัดสินใจมาเข้าร่วมกิจกรรม เนื่องจากไม่ต้องการเห็นสังคมไทยเดินไปสู่ความรุนแรง และคิดว่าทางออกของปัญหาการเมืองในขณะนี้คือทุกฝ่ายต้องหันหน้ามาพูดคุยกัน แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าฝ่ายผู้ชุมนุมไม่ยอมหันหน้ามาพูดคุย

ซึ่งหากสถานการณ์ยังคงเป็นไปในลักษณะนี้ ก็กลัวว่าอนาคตสังคมไทยจะไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ เพราะยิ่งนานวันความเกลียดชังต่อฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น อย่างเช่นในกรณีของตนนั้นถือว่าได้รับผลกระทบค่อนข้างหนัก เนื่องจากเป็นคนใต้ที่บ้านก็ชอบประชาธิปัตย์กันหมด พอไม่เห็นด้วยกับแนวทางของพรรคนี้ก็จะโดนผลักให้ไปเป็นอีกพวกหนึ่ง แม้ว่าจะพยายามพูดด้วยเหตุผลก็ตาม

"ยอมรับเลยว่าตอนแรกไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่หลังจากรัฐบาลประกาศยุบสภา ทางกลุ่มผู้ชุมนุมกลับไปยุติบทบาท ตรงนี้ทำให้มองว่าหมดความชอบธรรม เพราะภาพมันเริ่มชัดเจนว่าการชุมนุมต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ถูกซ่อนด้วยจุดประสงค์หลักคือการขับไล่รัฐบาล ขณะเดียวกัน กปปส. ก็พยายามผลักดันการจัดตั้งสภาประชาชน โดยมีสัดส่วนสมาชิกที่แต่งตั้งกันขึ้นมาเองจำนวนมาก คำถามคือการให้คุณสุเทพเลือกขึ้นมาแบบนี้ มันดีกว่าการเลือกตั้งอย่างนั้นหรือ"

ด้าน ปอยภพ บุญชูธนาวงศ์ เด็กหนุ่มรุ่นใหม่อายุเพียง 23 ปี ที่เพิ่งก้าวสู่ชีวิตวัยทำงาน แต่เขาผ่านการเข้าร่วมชุมนุม มาแล้วทั้งกลุ่มพันธมิตร นปช. และ กปปส.ในช่วงแรก บอกว่า จากการเข้าร่วมชุมนุมของหลายฝ่ายๆ ทำให้เห็นว่า การชุมนุมของทุกกลุ่มนั้นมีทั้งด้านดีและไม่ดี ซึ่งจริงๆ แล้วส่วนตัวมองว่า ทุกคนในประเทศไทยซึ่งปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ควรจะสามารถแสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้อย่างอิสระ แต่สถานการณ์ในปัจจุบันกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะหากใครเห็นต่างกับกลุ่มผู้ชุมนุม ก็จะโดนด่าทันทีว่าเป็นคนไม่รักประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

"ผมมองว่าตอนนี้สังคมไทยยึดติดระบบอำนาจนิยมมากเกินไป ใครไม่เห็นด้วยกับฝ่ายของตนเองต้องโดนด่า ทั้งที่ในความเป็นจริงการที่จะให้ทุกคนในประเทศมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมากเพราะพื้นฐานและที่มาของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน "

นอกจากนี้ในเรื่องของการชุมนุมคัดค้านการเลือกตั้ง ซึ่งทาง กปปส.พยายามเคลื่อนขบวนปิดกรุงเทพฯ ในวันที่ 13 ม.ค. ก็ยิ่งเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ทั้งที่ทุกคนก็ต่างรู้ดีว่าการปิดถนนส่งผลกระทบต่อการเดินทาง ระบบเศรษฐกิจ รวมถึงความเชื่อมั่นของต่างประเทศด้วย

ขณะที่ วิไลพรรณ หลวงยา บอกว่า ไม่ต้องการให้สังคมไทยเกิดความรุนแรงและความสูญเสียขึ้นอีก การเดินไปตามกรอบกติกาประชาธิปไตย ผ่านการเลือกตั้ง ถือเป็นแนวทางแก้ปัญหาที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนเข้ามามีส่วนร่วม อีกทั้งการเลือกตั้งยังทำให้ทุกคนมีสิทธิมีเสียงเท่ากัน ซึ่งถือเป็นกระบวนการที่สำคัญมากในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย