ปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมไทยวันนี้ยังคงเต็มไปด้วยความแตกแยกแบ่งขั้วทางความคิด จนเกิดภาวะมองฝ่ายที่"คิดต่าง" อย่างไม่ไว้วางใจ...
อย่างเช่น ข้อเสนอของฝั่ง "มวลมหาประชาชน" ภายใต้การนำของ กปปส. หรือคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ ก็ถูกมองเฉพาะมิติพรรคการเมืองบางพรรคว่า ไม่ต้องการไปสู่คูหาเลือกตั้ง เพราะขืนไปก็มีแต่แพ้ซ้ำรอยเดิม
ขณะที่ฝ่าย 151 นักวิชาการ ที่รวมตัวกันเป็นสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย และแสดงจุดยืนคัดค้านการใช้ช่องทางพิเศษในการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปประเทศ โดยชะลอ "การเลือกตั้ง" ซึ่งเป็นครรลองของระบอบประชาธิปไตยและบัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญออกไป ก็ถูกมองแง่ลบว่าเป็นแค่พวกปกป้อง "ระบอบทักษิณ" หรือพวก "ประชาธิปไตย 4 นาที" อำนาจประชาชนมีแค่ช่วงเข้าคูหาเลือกตั้ง 4 ปีครั้งเท่านั้น
อย่างไรก็ดี หากมองกันให้ลึกและคุยกันให้ชัดในเหตุผลของแต่ละฝ่าย จะพบว่าจุดยืนของทั้งสองขั้วล้วนมีเจตนาดีและมีหลักการทฤษฎีรองรับ ดังเช่นความเห็นของฝ่ายที่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับแนวทางการใช้ "วิธีพิเศษ" จัดตั้ง "สภาประชาชน" อย่าง ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ที่แสดงทัศนะพร้อมเหตุผลไว้อย่างแจ่มชัดในข้อเขียนที่ชื่อ "ความมุ่งหวังยึดอำนาจจากในรัฐบาลของฝ่ายกลุ่มระบอบเก่าในการเมืองไทยวันนี้ (พฤศจิกายน-ธันวาคม 2556)"
เป็นเหตุผลที่มาจากการวิจัย เพราะวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของ ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์ ในชื่อ "2475 และ 1 ปีหลังการปฏิวัติ" ได้ให้รายละเอียดเรื่องการรัฐประหารครั้งแรกโดยพระราชกฤษฎีกา 1 เมษายน 2476 เอาไว้ด้วย
เขามองว่า สิ่งที่กลุ่มของนายสุเทพ และผู้สนับสนุนกำลังดำเนินการอยู่นี้ ซึ่งมีเป้าหมายประการหนึ่งคืองดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา มีความคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งเจ้าตัวเรียกว่า การรัฐประหารโดยพระราชกฤษฎีกา เมื่อปี 2476
ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์ ระบุว่า เมื่อวิเคราะห์การเมืองบนถนนของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และพรรคประชาธิปัตย์ กับตัวแสดงทางการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะจากผู้นำองค์กรในหน่วยราชการต่างๆ ทุกภาคส่วน เพื่อให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องไม่รักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป แม้ในความจริงคณะรัฐมนตรีรักษาการตอนนี้ต้องถูกกำกับจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการใช้อำนาจและเงินงบประมาณ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181 (1), (2), (3), (4) กล่าวคือ หน่วยที่มีอำนาจเหนือรัฐบาลรักษาการ คือ คณะบุคคล 5 คนของ กกต. แต่ก็ยังมีความมุ่งหวังถึงที่สุดจากบางฝ่ายผ่านข้อเสนอให้ "ฉีก" รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ที่กลุ่มระบอบเก่า "เขียนด้วยมือ" แต่พร้อมที่จะ "ลบด้วยเท้า" ของกลุ่มตนเอง
เพราะหากกลุ่มระบอบเก่าเพียงสามารถมี "คนนอก" ที่เรียกว่า "คนกลาง" ตามคำนิยามของฝ่ายตน เข้าดำรงตำแหน่งเดียว คือ รองนายกรัฐมนตรี "คนนอก" ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี เท่านี้ก็คือการยึดอำนาจหรือรัฐประหารสำเร็จ
หลังจากนั้น รองนายกรัฐมนตรี "คนนอก" ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี ก็จะสามารถดำเนินการอะไรก็ได้ที่ถูกต้องทั้งหมด ถูกต้องทั้งจากฝ่ายตุลาการ ฝ่ายกองทัพ ฝ่ายองค์กรข้าราชการ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักนายกรัฐมนตรี สำนักคณะรัฐมนตรี และอื่นๆ ตลอดจนองค์กรที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) พรรคประชาธิปัตย์ นายสุเทพ และคณะบนถนน ฯลฯ
ฉากการเมืองวันนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับ "รัฐประหารโดยพระราชกฤษฎีกา วันเสาร์ที่ 1 เมษายน 2476" เป็นการรัฐประหารครั้งแรกในการเมืองไทยหลังปฏิวัติ 2475 กล่าวคือ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) นายกรัฐมนตรีคนแรกที่เป็น "คนกลาง" โดยการสนับสนุนจาก นายปรีดี พนมยงค์ และคณะราษฎร เพื่อสร้างการประนีประนอมทางการเมืองกับกลุ่มผู้นำในระบอบเดิมและกลุ่มอำมาตย์ แต่ในที่สุด พระยามโนปกรณ์ฯ ได้ยึดอำนาจรัฐบาลตนเองจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยใช้กฤษฎีกา ซึ่งเป็นกฎหมายมีฐานะในระดับล่าง เพื่อ
1.ยุติการใช้รัฐธรรมนูญทุกมาตรา ยกเว้นมาตราเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์
2.ยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่เลือกใช้คำว่า "ปิดสภา" ในชื่อกฤษฎีกาเพื่อสร้างความไม่เข้าใจให้กับประชาชน
3.แต่งตั้งตนเองเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่
4.ให้คณะรัฐมนตรีใหม่ของตนออกกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ได้โดยไม่ต้องมีสภา (ต้นทางของมาตราที่ 17 ในรัฐธรรมนูญ 2502 ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์) ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับแรกที่ พระยามโนปกรณ์ฯ ออกบังคับใช้ คือ พ.ร.บ.คอมมิวนิสต์ พ.ศ.2476 ดังนั้นนายปรีดีจึงถูกบังคับให้ออกไปลี้ภัยที่ต่างประเทศเป็นคนแรก และชะตากรรมของสมาชิกผู้นำคณะราษฎรคนอื่นๆ ก็กำลังถูกกำจัดเป็นลำดับๆ ไป
กล่าวโดยสรุป พระยามโนปกรณ์ฯ คือนักเรียนกฎหมายชั้นยอดจากอังกฤษ อดีตอธิบดีศาลอุทธรณ์ ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีพลเรือน ได้ทำรัฐประหารครั้งแรก ทำให้ตนเองเป็นเผด็จการคนแรกในระบอบประชาธิปไตย เพื่อฟื้นอำนาจระบอบเดิม คนยุค 80 ปีที่แล้ว เรียกยุคนี้ว่า "โมโนเครซี" (Monocracy)
สรุปการเปรียบเทียบ ฉากการเมืองไทยจากฝ่ายโค่นล้มรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทยในวันนี้ จึงมีแนวทางที่คล้ายคลึงในด้านเป้าหมายและวิธีการบางอย่างกับการรัฐประหารโดยพระราชกฤษฎีกาของพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เมื่อ 1 เมษายน 2476


