วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรอบปฏิรูปชัดหลัง 5 ธันวาฯ

"กิตติพงษ์"แนะเวทีหาทางออกประเทศ รัฐบาลไม่ควรเป็นเจ้าภาพ เพื่อสร้างความไว้วางใจ ด้าน"พงศ์เทพ-วราเทพ" ประสานเสียง หลังจาก 5 ธ.ค. กรอบเวลาชัด

รัฐบาลปฏิเสธข้อเสนอการปฏิรูปการเมืองของกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ขณะเดียวกันก็เร่งกระบวนการหาทางประเทศด้วยการจัดเวทีที่สร้างความไว้วางใจของทุกฝ่าย

ทั้งนี้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ได้มอบหมายให้นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม และนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี หาแนวทางสร้างเวทีหาทางออกจากทุกภาคส่วน รวมทั้งกลุ่มผู้ชุมนุม และได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้รวบรวมข้อมูลและเสนอแนวทาง

นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การจัดเวทีเพื่อหาทางออกของประเทศต้องเป็นเวทีของคนกลางเพื่อประมวลแนวทางในการแก้ปัญหาของประเทศที่รับกันได้ทุกฝ่ายในกรอบประชาธิปไตย โดยคนกลางต้องเป็นที่ไว้วางใจจากทุกฝ่าย

"รัฐบาลไม่ควรเข้าไปจัดเวทีเอง เวทีนี้จะเป็นรูปแบบของการประมวลแนวความคิดในวิถีประชาธิปไตย ซึ่งอาจมีการกำหนดเป็นปฏิทินชัดเจน และมีการพูดคุยไปจนถึงเรื่องการตั้งสภาประชาชนรวมถึงห้วงเวลาที่เหมาะสมกับการยุบสภา ต้องไม่ให้เวทีเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ต้องอยู่ในหลักประชาธิปไตยที่ยอมรับได้ หากทำได้จริงประชาชนที่ออกมาเรียกร้องบนท้องถนนก็จะได้มีเวทีพูดคุยกัน"

ด้าน นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าในเบื้องต้นได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมรวบรวมข้อมูล โดยอาศัยข้อมูลของภาคเอกชนร่วมด้วย และจะดูว่ากลุ่มใดที่มีการแสดงความคิดเห็นมาแล้ว แต่ไม่ได้เข้าร่วมในเวทีที่เอกชนจัด หรือกลุ่มใดที่ดูแล้วสามารถแสดงความคิดเห็นเพิ่มอีก เราก็จะประมวลและเชิญเข้าร่วม

นายพงศ์เทพ กล่าวว่า หลังจากนั้นจะสรุปออกมาว่ามีแนวทางถูกต้องตามกฎหมายและเป็นไปตามรัฐธรรมนูญอย่างไร จากนั้นก็อยากให้มีเวลาให้สังคมนักวิชาการ สื่อมวลชนประชาชนทั้งหลายได้เห็นและวิพากษ์ โดยใช้เวลาสั้นๆ ประมาณ 10-15 วัน จากนั้นจะได้นำมาปรับปรุงแนวทาง ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่นาน

"เวทีนี้จะต่างจากเวทีปฏิรูปการเมืองที่รัฐบาลมีการจัดขึ้นก่อนหน้านี้ เพราะเป็นเรื่องจำเพาะเจาะจงมากกว่า เวทีปฏิรูปจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองที่กว้างมากและใช้เวลามากกว่า แต่เวทีนี้จะใช้เวลาสั้นกว่ามาก"

"วราเทพ"ชี้ มีความชัดเจนหลัง 5 ธันวา

นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า นายกฯ พูดชัดเจนว่าอยากให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน นักวิชาการและเครือข่ายองค์กรต่างๆ ได้แสดงความคิดเห็นว่าอยากเห็นประเทศไทยออกไปในทิศทางใด รัฐบาลก็พร้อมจะพิจารณาแต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของรัฐธรรมนูญ

"ขณะนี้รัฐบาลได้เริ่มต้นเรื่องนี้แล้วและนายกรัฐมนตรีอยากเห็นทางออกของการแก้ไขปัญหาให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยมีส่วนร่วมจากหลายคน มาร่วมกันพิจารณาและหาเจ้าภาพซึ่งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย รัฐบาลก็พร้อมสนับสนุนสถานที่และงบประมาณ แต่รัฐบาลไม่อยากเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ เพราะจะถูกมองว่าเข้าไปเกี่ยว ทั้งนี้ภายหลังงานพระราชพิธีวันเฉลิมฯ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนขึ้น"

ชี้ยังไม่ถึงทางตันใช้มาตรา 7

นายวราเทพ กล่าวว่า ข้อเสนอของนายสุเทพไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และอ้างเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่คลุมเครือ ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีทางตันที่จะนำไปถึงการใช้มาตรา 7 เพราะนายกฯมาตามกระบวนการอย่างถูกต้อง

นายวราเทพ กล่าวว่า ข้ออ้างที่นายสุเทพบอกว่าประชาชนอยากให้จัดตั้งสภาประชาชนนั้น มีรัฐบาลที่มาจากตัวแทนประชาชน ต้องถามกลับว่าความต้องการของประชาชนที่กล่าวนั้นหมายถึงประชาชนกว่า 10 ล้านคน ที่เลือกตั้งรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเข้ามาครั้งด้วยหรือไม่ เพราะหากไม่ใช่ก็จะเป็นปัญหาอีกว่าเมื่อเลือกนายกรัฐมนตรีเข้ามาใหม่ก็จะเรียกร้องให้เปลี่ยนแปลงและจะเอานายกรัฐมนตรีที่มาจากวิธีการใหม่ บ้านเมืองก็จะสับสนวุ่นวายอีก

ทั้งนี้เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังเห็นควรให้เป็นไปตามกลไกรัฐธรรมนูญ ส่วนการอ่านรัฐธรรมนูญถ้าตีความในทิศทางที่เป็นประโยชน์ของตัวเองสามารถพูดได้หมดทั้งนั้น แต่ตอนนี้นายกรัฐมนตรีมาด้วยความชอบธรรม ดังนั้นหากจะหมดก็ต้องหมดไปตามกระบวนการรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ตามข้อเรียกร้องของนายสุเทพ

ผบ.ทร.เชื่อการเมืองยังมีทางออก

พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวว่าขณะนี้สถานการณ์คลี่คลายในระดับหนึ่ง ถือว่าเป็นเพราะบุญญาบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในช่วงเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวา ตนเชื่อว่าทุกฝ่ายตั้งใจที่จะน้อมถวายสักการะแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พยายามไม่ให้เกิดเหตุความรุนแรงขึ้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี หลังจากนี้เหตุการณ์จะคลี่คลายกลับสู่ภาวะปกติ

"เชื่อว่าทุกฝ่ายและกองทัพมีความเห็นสอดคล้องกันในเรื่องนี้ว่าทหารคงไม่เข้าไปมีบทบาทนำ และวันนี้สถานการณ์คลี่คลายแล้ว เชื่อว่าอีกไม่นานเหตุการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ"

พล.ร.อ.ณรงค์ ยืนยันว่ากองทัพจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง เพราะกองทัพไม่มีความรู้หรือความสามารถเพียงพอที่จะให้ข้อแนะนำหรือข้อชี้แนะได้ เนื่องจากเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของทางการเมืองทั้งสิ้น และเกี่ยวกับบทบัญญัติกฎหมายการปกครอง ซึ่งนักการเมืองและนักวิชาการมหาวิทยาลัยมีความรู้เรื่องเหล่านี้ รวมถึงองค์กรภาคเอกชนที่อาจจะให้คำแนะนำหรือเสนอแนะแนวทางที่ถูกต้องว่าบ้านเมืองจะเดินอย่างไรต่อไป

"บทบาททางทหารไม่เฉพาะทหารเรือ เรา ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว หรือมีบทบาทในเหตุการณ์เรียกร้องครั้งนี้ เราพยายามอยู่ในจุดที่เหมาะสม ไม่ได้เข้าไปมีบทบาทอะไร แต่คิดว่าสถานการณ์บ้านเมืองน่าจะมีทางออก และยังไม่ถึงทางตัน เท่าที่รับฟังจากนักวิชาการต่าง ๆ รวมถึงภาคเอกชนยังมีหลายหนทางที่น่าจะเป็นทางออกที่ดี แต่ขึ้นอยู่กับทั้งสองฝ่ายว่าจะตกลงเลือกข้างไหน"ผบ.ทร. กล่าว

"บรรหาร"แนะมองยุบสภาเป็นทางออก

ด้าน นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวว่า หากนักการเมืองยึดแนวทางสายการกลางได้ปัญหาจะไม่เกิด ส่วนข้อเสนอของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ให้มีการยุบสภา หรือตั้งสภาประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศตนไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าจะเป็นทางสายกลางเพื่อแก้ไขความขัดแย้งปัจจุบันหรือไม่ แต่อยากให้พิจารณาถึงแนวทางแก้ปัญหาชาติ โดยนำตัวอย่างจากรัฐบาลประเทศญี่ปุ่นที่ใช้การยุบสภาเพื่อแก้ปัญหาชาติมาพิจารณา

"สิ่งที่เกิดขึ้น ผมมองเป็นเพียงแค่การพักรบ หลังจากวันที่ 5 ธ.ค. สถานการณ์คงจะมีอะไร แต่ผมตอบไม่ได้ว่าจะรุนแรงหรือไม่ ส่วนข้อเสนอให้รัฐบาลยุบสภา และขอพระราชทานนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 นั้น ผมว่าไม่ควรเพราะจะไปรบกวนเบื้องยุคลบาท ส่วนข้อเสนอให้นำคนดีมาบริหารประเทศ ตามการเสนอของคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. นั้นผมมองว่าในโลก หรือประเทศนี้ไม่มีคนดี 100 เปอร์เซ็นต์ แต่หากจะหาคงต้องเอาคนที่เลวน้อยที่สุด ส่วนคนดีของนายสุเทพจะเป็นแค่จินตนาการหรือไม่ ไม่ขอวิจารณ์เพราะผมกับคุณสุเทพก็เพื่อนกัน" นายบรรหาร กล่าว

นักวิชาการชี้นายกฯควรยุบสภา

สมาคมรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ 13 ภาคีภาควิชารัฐศาสตร์ จากหลายมหาวิทยาลัย ร่วมจัดเสวนา หัวข้อ "นักเรียนรัฐศาสตร์ ประกาศทางออกประเทศ" โดยมีนายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายประภาส ปิ่นตบแต่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วมเสวนา

นายนครินทร์ กล่าวว่า ความพยายามของ ส.ส. ที่ผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ด้วยการลักหลับ ของ ส.ส.แล้วถูกตีกลับจาก ส.ว.เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น และควรมีคนรับผิดชอบ โดยเฉพาะนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ควรประกาศยุบสภา ตั้งแต่ตอนนั้น ไม่ใช่ปล่อยให้เหตุการณ์บานปลาย จนถึงทุกวันนี้

ขณะที่ การประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภา เป็นสิ่งที่นานาอารยประเทศไม่ทำกันและไม่ยอมรับ ดังนั้น ตอนนี้นายกรัฐมนตรีควรยุบสภาเป็นทางออกที่ดีที่สุด ส่วนยุบแล้ว จะรักษาการ หรือไม่ ก็อยู่ที่ดุลพินิจ แต่เห็นว่า ขณะนี้ความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อตัวนายกรัฐมนตรีเหลือน้อยแล้ว

ขณะที่ นายประภาส มองว่า ประเทศไทยไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยเต็มรูปแบบได้ เพราะประชาชนยังไม่พร้อม และยังมีการใช้อำนาจทางกฎหมายไม่ชอบธรรม โดยเฉพาะผู้ถืออำนาจรัฐ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญ ซึ่งไม่ว่ารัฐบาลใด สิ่งที่เห็นชัดเจน คือ การถ่ายโอนอำนาจให้กับพวกพ้อง มากกว่าการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ซึ่งเป็นกลไกสำคัญสำหรับการพัฒนา

ส่วนข้อเสนอเรื่องสภาประชาชนขณะนี้ เป็นการโอนอำนาจขึ้นข้างบน ไม่ใช่ประชาธิปไตยแบบตัวแทนที่มีความสมบูรณ์ และอาจเลวร้ายมากขึ้น เพราะไม่ใช่การกระจายสู่ระดับล่าง

นอกจากนี้ ยังเห็นว่าข้อเสนอดังกล่าว ที่ต้องการให้ได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรี มาตรา 7 เป็นเรื่องเดิม และบุคคลเดิมเหมือนเมื่อ 7 ปีที่แล้ว มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาฯ กปปส. เท่านั้นที่หน้าใหม่ ซึ่งข้อเสนอเช่นนี้เท่ากับผลักให้แบ่งฝ่าย สร้างความขัดแย้งมากขึ้น

ด้าน นายโกวิท วงศ์สุรวัฒน์ สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสถาน กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่คลุกคลีการเมืองมา รู้สึกว่า วันนี้ทุกสิ่งดีขึ้นอยู่เสมอ โดยเฉพาะประเด็นการนิรโทษกรรม ซึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือของนักการเมืองทุกยุคสมัย แต่ปรากฏการณ์วันนี้ ทำให้เห็นว่าการนิรโทษกรรมไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไปในสังคมไทย