วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

อพยพคนออกจากทำเนียบ ปิดตายทางเข้า-ออก

เร่งอพยพคนออกนอกทำเนียบ ตำรวจเตรียมปิดตายทางเข้า-ออก สมช.แย้มต่อพรบ.มั่นคงอีก30วัน แต่ขอประเมินอีกวันสองวัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.00น. เจ้าหน้าที่ตำรวจประจำทำเนียบรัฐบาลได้แจ้งผ่านวิทยุสื่อสารให้กระจายกำลังไปตามตึกต่างๆในทำเนียบรัฐบาล เพื่อแจ้งกับข้าราชการเมือง ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รีบนำอพยพตัวเอง และนำรถยนต์ออกจากทำเนียบรัฐบาลเป็นการด่วนการอพยพครั้งนี้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบรัฐบาลได้รับประสานจากตำรวจชุดควบคุมฝูงชนว่ากำลังจะนำแท่นปูนแบริเออร์ปิดตายทางเข้า-ออกทำเนียบรัฐบาลทุกประตู เพื่อไม่ให้มวลชนเข้ายึดสถานที่ได้ จึงทำให้ตอนนี้ไม่มีรัฐมนตรี ข้าราชการการเมือง อยู่ในทำเนียบรัฐบาลแล้ว ส่วนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ก็ทยอยเดินทางออกไปด้วยเช่นกัน

ด้านพลโทภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) กล่าวภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ต้องรอประเมินสถานการณ์การชุมนุมใน 1-2 วันนี้ จึงจะพิจารณาว่าจะต้องต่ออายุพ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักรหรือไม่ ซึ่งหากมีการต่อก็จะขยายเวลาออกไปอีก30วัน

ส่วนการเคลื่อนไหวแบบดาวกระจาย13จุดในวันนี้ เลขาสมช. กล่าวว่า เป็นการแสดงพลังที่ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้(24พ.ย.) เป็นส่วนของประชาชนที่มาพักค้างแรม เพราะเดินทางมาจากต่างจังหวัด จึงต้องมีการเคลื่อนไหวเพื่อเป็นกิจกรรมเพราะข้อเท็จจริงรู้อยู่ว่ามีภาคการเมืองอยู่เบื้องหลัง ข้างหนึ่งเล่นในสภา อีกข้างอยู่นอกสภา และต้องการชี้ให้เห็นพลัง ไม่ได้มีแต่ฝ่ายเสื้อแดงฝ่ายเดียว แต่วิธีการแสดงพลังด้วยมวลชนมันเดินต่อไปไม่ได้ เพราะมีทั้งสองฝ่าย จึงต้องกลับไปเล่นในสภา

เลขาสมช. กล่าวอีกว่า ฝ่ายการเมืองพร้อมพูดคุยกัน แต่ฝ่ายโน้นเขาพร้อมหรือไม่ ถ้าไม่ก็ต้องพิจารณาเรื่อง พ.ร.บ.ความมั่นคงฯสำหรับจำนวนผู้ชุมนุมที่ถนนราชดำเนินในวันที่ 24 พ.ย.ถือว่ามีจำนวนสูงสุดแล้วอยู่ที่จำนวน 150,000-180,000 คน โดยคิดตามหลักวิทยาศาตร์ตามพื้นที่

ส่วนการแก้ไขปัญหาต่อจากนี้ พลโทภราดร กล่าวว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจะพยายามนำไปสู่เวทีสภาและพร้อมพูดคุยกับทุกฝ่าย แต่การยุบสภาคงไม่มี เพราะเห็นว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการทางการเมืองอย่างไรก็ตามเป็นห่วงว่าหากประชาชนมีจำนวนมากและมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องจะกระทบภาพรวม ทั้งปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาอื่นๆ จึงต้องเร่งทำความเข้าใจในและนอกประเทศด้วย

นอกจากนี้ เลขาสมช. ยังเชื่อว่า หลังจากนี้การชุมนุมจะเบาบางลง เพราะผ่านจุดสูงสุดเมื่อวันที่ 24 พ.ย. ส่วนคนที่จะยังมีจำนวนมากอยู่ แต่เชื่อว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจจำนวนก็จะลดน้อยลง แต่เป้าหมายสุดท้ายของผู้ชุมนุมก็คือการเปลี่ยนรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมาเป็นเพียงกลยุทธที่เปลี่ยนไปแต่มีเป้าหมายเดิม อย่างไรก็ตามหวังว่าประชาชนน่าจะมีดุลพินิจเพราะขณะนี้กำลังเข้าสู่ประเด็นทางการเมืองมากขึ้น