เอเชียศึกษาแนะถกนอกรอบแก้ปัญหาการเมือง

เอเชียศึกษาแนะถกนอกรอบแก้ปัญหาการเมือง

นักวิชาการเอเชียศึกษาแนะความขัดแย้งทางการเมืองควรมีการเจรจาในกรอบ และการแก้รัฐธรรมนูญควรหารือในรัฐสภา

สถาบันเอเชียศึกษาและศูนย์นโยบายสื่อ ได้จัดเสวนาสาธารณะ เรื่อง การยกเลิกความผิดจากการแสดงออกทางการเมืองในอาเซียนระยะเปลี่ยนผ่าน โดยมีนักวิชาการที่เกี่ยวข้องร่วมเวที โดยนายอุกฤษฏ์ ปัทมานันท์ สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันยอมรับว่าสังคมออนไลน์ หรือสื่อออนไลน์มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมีนัยยสำคัญ เพราะรัฐไม่สามารถเข้าไปควบคุมการนำเสนอได้ เช่น การเลือกตั้งในประเทศพม่า หรือ กัมพูชา ที่พบว่ามีแนวโน้มจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจากระบบผูกขาดโดยตระกูลเดียว ทั้งนี้มีสิ่งที่น่าสนใจในการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แนวโน้มมีความรุนแรงลดน้อยลง ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

นายอุกฤษฎ์ กล่าวถึง สถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในปัจจุบัน ว่าส่วนตัวไม่อยากให้เกิดการขัดแย้งที่เกิดจากจินตนาการ เรื่องสีเสื้อ จนถึงขั้นมีการเสียชีวิต สำหรับความขัดแย้งทางการเมืองควรมีการเจรจาในกรอบ เช่น การแก้รัฐธรรมนูญควรหารือในรัฐสภา

ด้านน.ส.จันจิรา สมบัติพูนศิริ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า เสรีภาพในการประท้วงหรือชุมนุม ต่อต้านนโยบายของรัฐ ถือเป็นสิทธิพลเมือง แต่มีการตั้งคำถามว่าการใช้เสรีภาพดังกล่าวมีขอบเขตหรือไม่ และรัฐสามารถเข้าการกำกับหรือควบคุมได้หรือไม่ โดยผลการศึกษาพบว่าการชุมนุมหรือการประท้วงต้องไม่ละเมิดระเบียบแห่งรัฐ หรือ ทำให้สัมคมวุ่นวาย เช่น ไม่ปิดพื้นที่เศรษฐกิจ, รัฐสภา, สถานที่ทำงานของรัฐบาล รวมถึงถนนบางสาย ทำให้ประชาชนเดือดร้อน สำหรับขอบเขตของเสรีภาพ และกำกับดูแลที่เป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐเพื่อให้คนในสังคมมีชีวิตปกติ เป็นสิ่งที่ถกเถียงเช่นเดียวกันว่าหากเกิดการชุมนุมเพื่อบอกถึงความเดือดร้อนของประชาชนในอนาคตเสียงของประชาชนจะดังได้แค่ไหน

"การปิดพื้นที่ชุมนุมในประเทศไทย เช่นประกาศเป็นห้ามเข้าระยะห่างระหว่างตำรวจและผู้ชุมนุมหลายเมตร พร้อมกับมีแท่นปูนกั้นรั้วลวดหนามและมีรถตำรวจกั้น เพื่อให้มีพื้นที่ชุมนุมน้อย พร้อมกับติดป้ายว่าเป็นพื้นที่ใช้แก๊สน้ำตา ถือเป็นหลักปฏิบัติสากลเพื่อเลี่ยงความรุนแรงโดยรัฐ หรือป้องกันตนเองไม่ให้เพลี่ยงพล้ำทางการเมือง" น.ส.จันจิรา กล่าว

น.ส.เจนจิรา กล่าวต่อว่า แนวโน้มความรุนแรงของการชุมนุมทางการเมืองปัจจุบัน ขึ้นอยู่กับมาตรการการรับมือการชุมนุม โดยในทางกายภาพไม่เห็นด้วยกับการจัดม็อบชนม็อบ เพราะเมื่อประชาชนถูกปลุกเร้าให้ออกมาบนถนนแล้ว ยากที่จะควบคุมประชาชนได้