ทางสองแพร่งศาลรัฐธรรมนูญ...ศาลต้องระวังละเมิดพระราชอำนาจ ไทยใช้หลัก รธน.สูงสุด ไม่ใช่รัฐสภาสูงสุด
ผู้ทรงคุณวุฒิทางการเมืองได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีที่จะมีคำวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม กลุ่มมาตราเกี่ยวกับที่มาของ ส.ว. ในวันที่ 20 พ.ย. ระหว่างการเสวนาทางวิชาการหัวข้อ "บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับทางรอดประเทศไทย" ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) และอดีตประธานวุฒิสภา กล่าวว่า วันนี้บ้านเมืองจะอยู่รอดหรือไม่อยู่ที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน เพราะบ้านเมืองเรามีระบบการปกครองโดยแยกอำนาจออกเป็น 3 ฝ่าย คือบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นแค่เสารอง ไม่ใช่เสาหลัก แม้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะผูกพันทุกองค์กร แต่คำวินิจฉัยนั้นต้องชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นขอให้ระวังให้ดี
"ผมขอเตือนด้วยความหวังดี เรื่องนี้อยู่ในอำนาจของพระเจ้าอยู่หัว ท่านกล้าวินิจฉัยหรือ ถ้าท่านบอกว่าท่านมีอำนาจ ระวังท่านจะละเมิดพระราชอำนาจ อาจจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ทางออกที่ดีที่สุด ขอแนะนำด้วยความหวังดีและไม่มีใครเสียหน้า ท่านไม่มีอำนาจวินิจฉัยเรื่องนี้ เพราะนายกรัฐมนตรีได้นำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯแล้ว"
นายอุกฤษ กล่าวต่อว่า สมมติพระเจ้าอยู่หัวไม่พระราชทานร่างรัฐธรรมนูญกลับมาใน 90 วัน ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะตกไป แล้ว ส.ส.กับ ส.ว.ต้องกลับมาคิดกันว่าจะยืนยันหรือไม่ ซึ่งส่วนตัวไม่คิดว่าจะมีใครกล้ายืนยัน ขอเตือนสั้นๆ ว่าอย่าละเมิดพระราชอำนาจ เพราะท่านจะเป็นเหยื่อการเมืองของทั้ง 2 ฝ่าย สมมติมีคนบาดเจ็บล้มตายท่านรับผิดชอบไหวหรือ
นอกจากนี้ สมมติว่าศาลรัฐธรรมนูญยังยืนยันว่าทำได้ แล้วฝ่ายนิติบัญญัติบอกว่าไม่รับ ท่านจะทำอย่างไร ดันทุรังต่อไปไหวไหม อยู่ต่อไปไหวไหม ท่านมีบทบังคับอะไรให้ ส.ส.และ ส.ว.ทั้ง 312 คนต้องทำตาม
นายโภคิน พลกุล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกองค์กรตามรัฐธรรมนูญต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบที่รัฐธรรมนูญวางไว้อย่างเคร่งครัด ซึ่งศาลมีกรอบที่วางไว้ คือตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 197 และมาตรา 201 ต้องตัดสินคดีตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมาย และต้องสังวรว่าถ้าไม่เป็นไปตามนั้น จะกระทบกระเทือนต่อพระปรมาภิไธย นอกจากนี้ ศาลต้องตัดสินให้เกิดสันติสุข ไม่เช่นนั้นจะเกิดกลียุค
"การออกกฎหมายเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ไม่ใช่เรื่องสิทธิเสรีภาพที่จะเข้าข่ายยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ได้ ขณะที่ข้อกล่าวหาเรื่องการเสียบบัตรแทนกัน มันเป็นเรื่องข้อบังคับ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญยังข้ามไปชี้อีก มันจะใช่หรือไม่ ศาลมีอำนาจชี้หรือไม่"
ขณะที่ นายถาวร เสนเนียม อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ถามว่ารัฐธรรมนูญแก้ได้หรือไม่ คำตอบคือแก้ได้ แต่ต้องอยู่ในกฎกติกา และไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตราอื่นๆ รวมถึงไม่กระทบกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ถามว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตรวจสอบการทำงานของรัฐสภาหรือไม่ คำตอบคือได้ เพราะประเทศเราใช้หลักรัฐธรรมนูญสูงสุด ไม่ใช่รัฐสภาสูงสุด
รัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการปกป้องรัฐธรรมนูญ เห็นได้จากรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา ส.ว. ก็อ้างอำนาจในส่วนนี้ นอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังเกิดขึ้นเพื่อให้อำนาจ 3 ฝ่าย คือ บริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ มีดุลยภาพระหว่างกัน ส่วนตัวจึงเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาได้





