เตือนศาลรธน.ให้ระวังละเมิดพระราชอำนาจ

เตือนศาลรธน.ให้ระวังละเมิดพระราชอำนาจ

เสวนาที่จุฬาฯ "อุกฤษ"เตือนศาลวินิจฉัยแก้รัฐธรรมนูญที่มาส.ว. ระวังละเมิดพระราชอำนาจ ขู่ให้ 2 ฝ่ายรบราฆ่าฟันต้องรับผิดชอบ

คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาทางวิชาการ หัวข้อ "บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญกับทางรอดของประเทศไทย" โดยนายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ กล่าวว่า วันนี้บ้านเมืองจะอยู่รอดหรือไม่อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ 9 คน การปกครองของประเทศนี้ปกครองด้วยระบอบรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรในรัฐธรรมนูญ เป็นเสารอง ไม่ใช่เสาหลัก แม้คำตัดสินจะผูกพันทุกองค์กร แต่คำตัดสินต้องชอบด้วยกฎหมายมจึงขอให้ระวังให้ดี การรับวินิจฉัยนั้นศาลรัฐธรรมนูญรับไม่ได้ แต่ถ้าวินิจฉัยขอเตือนเรื่องนี้อยู่ในพระราชอำนาจ กล้าวินิจฉัยหรือไม่ ถ้าบอกว่ามีอำนาจก็ต้องระวังละเมิดพระราชอำนาจ อาจมีความผิดตามมาตรา 112 ก็ได้ บ้านเมืองจะเสียหายมาก จึงขอแนะนำทางออกที่ไม่มีใครเสียหน้า เพราะศาลไม่มีอำนาจที่จะวินิจฉัยเรื่องนี้

"เรื่องนี้ นายกฯ นำขึ้นทูลเกล้าฯแล้ว สมมุติถ้าจะวินิจฉัย เดินหน้าต่อไป ท่านรับผิดชอบไหวหรือ ถ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่พระราชทานกลับมาใน 90 วัน ก็ต้องมาคิดกันใหม่ ผมไม่เชื่อสภาจะยืนยันเสียง 2 ใน 3 ขอเตือนด้วยความหวังดีอย่าทำ ถ้าทำเท่ากับละเมิดพระราชอำนาจ และอาจเป็นเหยื่อของ 2 ฝ่ายมาฆ่าฟันกัน ถ้าเกิดปะทะกันท่านจะต้องรับผิดชอบในความตายที่เป็นเหยื่อการเมือง ท่านรับผิดชอบไหวหรือ ผมให้ข้อแนะนำว่าท่านสามารถทำได้ ไม่เกี่ยวกับพระราชอำนาจ ถ้าฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายรัฐบาล เขาบอกเขาไม่รับคำวินิจฉัย ท่านตัดสินแต่คำตัดสินไม่ชอบ ท่านจะทำอย่างไร 9 คนจะอยู่ต่อไปไหวไหม มีบทบังคับอะไรมาบังคับสมาชิกรัฐสภา 312 คน ถ้าไม่มีอะไรไปบังคับจะอยู่ต่อไปอย่างไร"นายอุกฤษ กล่าว

ด้าน นายกระมล ทองธรรมชาติ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า 2-3 เดือนที่ผ่านมามีการถกเถียงกันมากว่าจะมีทางออกอย่างไร หรือจะทำให้บ้านเมืองอยู่รอดได้อย่างไร โดยไม่มีการเสียเลือดเนื้อ ตนอายุ 80 ปีแล้ว ไม่เคยเห็นประเทศไทยแบ่งฝ่ายกันอย่างนี้ มองหาทางออกไม่ได้ ถ้าปล่อยให้ความขัดแย้งยืดเยื้อไม่มีการแก้ไขบ้านเมืองต้องล้าหลังไป จะรบกันไปทำไม ถ้ามัวทะเลาะกัน ขัดแย้งกัน จะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟัง ดังนั้นต้องรีบหาทางระงับความขัดแย้งให้ได้ โดยหาสาเหตุให้ได้ว่ามาจากไหน ตนเข้าใจว่าความขัดแย้งในขณะนี้ที่แบ่งฝ่าย แบ่งสี ดังนั้นต้องทำให้สีหายไป จะได้ไม่ต้องปะทะกัน ถ้าปะทะกันคงจะต้องเสียใจ

"ผมขอเรียนที่ประชุมว่าช่วยกันหาทางออกว่าเราจะทำอย่างไรให้ทางตันมีทางออกให้ได้ อาจเป็นทางออกเล็กๆ แล้วค่อยขยายไปทางใหญ่ๆ ผมเชื่อว่าความขัดแย้งที่เกิดทุกวันนี้เกิดจากอัตตาแต่ละคน ไปคิดว่าตัวเองถูกอีกฝ่ายผิด ดังนั้นต้องลดอัตตาลงให้เหลือน้อยลง" ศ.ดร.กระมล กล่าว

ขณะที่นายโภคิน พลกุล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากตัดสินไม่เกิดสันติสุขจะเกิดกลียุค ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจไปพิจารณาเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นอำนาจรัฐสภา แม้แต่การเสียบบัตรแทนกันก็พิจารณาไม่ได้ เจ้าหน้าที่สภาที่ไปชี้แจงก็บอกตรวจสอบไม่ได้เช่นกัน จึงไม่รู้จริงว่าเหตุการณ์นี้หรือไม่จริง ทั้งนี้ ทุกองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบที่รัฐธรรมนูญวางไว้อย่างเคร่งครัด ซึ่งศาลมีกรอบที่วางไว้ คือตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 197 และมาตรา 201 ต้องตัดสินคดีตามรัฐธรรมนูญและตามกฎหมาย และต้องสังวรณ์ว่าถ้าไม่เป็นไปตามนั้น มันกระทบกระเทือนต่อพระปรมาภิไธย และศาลต้องตัดสินให้เกิดสันติสุข ไม่เช่นนั้นจะเกิดกลียุค

"การออกกฎหมายเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ไม่ใช่เรื่องสิทธิเสรีภาพ ที่จะเข้าข่ายยื่นคำร้องต่อศาล รธน.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ได้ นอกจากนี้ ที่กล่าวหาเรื่องการเสียบบัตรแทนกัน มันเป็นเรื่องข้อบังคับ ถ้าศาล รธน.ยังข้ามไปชี้อีก มันจะใช่หรือไม่ เพราะเรายังไม่รู้เลยว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ศาล รธน.จะมีอำนาจชี้หรือไม่ เพราะมันเป็นเรื่องของข้อบังคับ ซึ่งต่างจากเรื่ององค์ประชุม ที่รัฐธรรมนูญกำหนด" นายโภคิน กล่าว

นายถาวร เสนเนียม อดีต ส.ส.สงขลา และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ทุกคนจิตใจจดจ่อกับวันที่ 20 พฤศจิกายน แต่อย่าไปจดจ่อ ทุกอย่างเกิดได้ ดับได้ การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้วินิจฉัยเป็นการใช้สิทธิเพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดดุลยภาพระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและตุลาการ จึงสามารถรับคดีไว้พิจารณาได้ การแก้รัฐธรรมนูญในคราวนี้ เนื้อหาสาระที่ไปร้อง คือ บุพการี คู่สมรส บุตร ลงสมัคร ส.ว.ได้ กรณี ส.ว.พ้นตำแหน่งไม่ต้องรอ 2 ปีลงสมัครได้ประเด็นนี้ ในวันที่ยื่นญัตติไม่มี แต่วันประชุมมีการแทรกเนื้อหาตรงนี้ ผู้สมัคร ส.ว.ไม่ต้องลาออกจาก ส.ว.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ ขณะเดียวกันก็ไม่เปิดโอกาสให้เสียงข้างน้อยได้พูด การกดบัตรแทนกันผิดรัฐธรรมนูญแน่นอน

"การดำเนินการที่ผ่านมาอยู่ที่ศาลจะคิดอ่านอย่างไร หลายคนบอกว่าจะเกิดวิกฤติหรือไม่ ทางฝ่ายผมยืนยันว่าเราจะยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่กังวลในการออกมาวิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญว่ามี 2 ท่านไปพบกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือที่นายจรัล ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ บอกว่าทำคดีนี้อันตราย ขอฝากไปยังศาลรัฐธรรมนูญอย่าหักดิบกฎหมาย ต้องกล้าตัดสินใจ ให้ใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา อย่าไปหวั่นต่ออิทธิพลใดๆ ซึ่งฝ่ายผมจะยอมรับคำวินิจฉัยของศาลด้วย" นายถาวร กล่าว