ดันปฏิรูป4เรื่องหลักทางออกประเทศไทย

ดันปฏิรูป4เรื่องหลักทางออกประเทศไทย

วงเสวนาคปร.-คสป. ปฏิรูป4เรื่องทางออกประเทศ พลิกกลับ3เหลี่ยมอำนาจ-ออก4ก.ม.แก้ความจน-ปลุกพลังพลเมือง-เปลี่ยนปชต.ตัวแทนเป็นแบบมีส่วนร่วม

มีการแถลงข่าว 4 แนวทางปฏิรูป ข้ามมิติความขัดแย้ง ร่วมหาทางออกประเทศไทย โดยนพ.อำพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ(สช.) กล่าวว่า สช.ในฐานะได้รับมอบหมายให้จัดตั้งสำนักงานปฏิรูปเป็นหน่วยเลขานุการให้คณะกรรมการปฏิรูป(คปร.)ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป(คสป.)ที่มีนพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโสเป็นประธาน เห็นว่าควรนำข้อเสนอของคณะกรรมการ 2 ชุดที่จัดทำในปี 2553-2556เป็นทางออกของประเทศไทยในช่วงที่มีความขัดแย้ง คือ ต้องปฏิรูป 4 เรื่องใหญ่ ได้แก่ 1.อำนาจ ลดอำนาจส่วนกลางคืนอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตัวเอง หรือพลิกกลับ 3 เหลี่ยมอำนาจ

2.ความยากจน คปร.ได้เสนอให้มีการออกกฎหมาย 4 ฉบับแต่ปัจจุบันยังไม่มีพลังสังคมมาผลักดันและเอาจริงอาจังในเรื่องนี้ 3.พลเมือง ต้องส่งเสริมพลังพลเมืองให้ร่วมเป็นธุระกับเรื่องของบ้านเมือง และ4.ประชาธิปไตย ต้องเปลี่ยนประชาธิปไตยแบบตัวแทน เป็นประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม ไม่ใช่ประชาชนมีสิทธิแค่หย่อนบัตรเลือกตั้งแต่ต้องมีการตรวจสอบได้ในทุกระบบ ซึ่งรัฐธรรมนูญในปัจจุบันกำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้อยู่แล้ว ทั้งนี้ หากดำเนินการได้ใน 4 เรื่องที่สามารถดำเนินการได้ทันทีจะเป็นทางออกของประเทศ เกิดการปฏิรูปและเปลี่ยนผ่าน โดยพลังภาคประชาชน พลังสังคมต้องช่วยกันในการขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้น

ด้านนายเดชรัต สุขกำเนิด นักวิชาการและอดีตเลขานุการคปร. กล่าวว่า ในส่วนของการปฏิรูปอำนาจนั้น ต้องกระจายอำนาจความเป็นราชการสู่ประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งคปร.เสนอแนวทางที่ทำได้ทันที คือ การกระจายร้อยละ 5 ของงบประมาณแผ่นดินหรือประมาณ 1 แสนล้านที่เคยจัดสรรให้ส่วนกลางไปให้กับจังหวัด แต่ต้องปรับระบบการจัดสรรให้กระจายไปยังจังหวัดที่พัฒนาน้อยกว่าหรือมีสัดส่วนความยากจนให้ได้รับงบประมาณนี้มากกว่าจังหวัดที่พัฒนาสูง จะช่วยให้จังหวัดที่มีสักส่วนความยากจนสูงได้รับงบเพิ่มไม่น้อยกว่า 1,000ล้านบาทต่อปี จะทำให้มีศักยภาพในการพัฒนาตัวอย่างตามบริบทของพื้นที่ เกิดการพัฒนาหลากหลายรูปแบบไม่ใช่พิมพ์เขียวเหมือนกันทั้งประเทศ

นางปรีดา คงแป้น ผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท และอดีตกรรมการคสป. กล่าวว่า การกระจุกตัวของโครงสร้างอำนาจ ทำให้เกิดการกระจุกตัวของการถือครองที่ดิน เกิดความเหลื่อมล้ำและความยากจนมาก โดยปัจจุบันที่ดินที่ออกเอกสารสิทธิ์แล้วกว่า 70 % อยู่ในมือคนกลุ่มหนึ่งที่มีจำนวนไม่ถึง 6 ล้านคน ขณะที่ประชาชนกว่า 50 ล้านคน ครอบครองที่ดินคนละไม่ถึง 1 ไร่เท่านั้น และมีคนจนถูกจับในคดีที่ดินเกือบ 7 พันคดี ขณะที่นายทุนรุกพื้นที่สาธารณะและเอกชนได้สัมปทานพื้นที่เพิ่มขึ้น จึงได้มีการยกร่างกฎหมาย 4 ฉบับเพื่อแก้ความยากจน หรือ 4 Laws for the Poors ได้แก่ ร่างพรบ.ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า ช่วยแก้ปัญหาการกระจุกตัวการถือครองที่ดิน 2.ร่างพรบ.ธนาคารที่ดิน หรือพรบ.โฉนดชุมชน ช่วยคนจนที่ไร้ที่ทำกิน 3.ร่างพรบ.สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร ให้ชุมชนมีสิทธิ์ในการดูแลทรัพยากรและที่ดิน และ4.ร่างพรบ.กองทุนยุติธรรม ช่วยคนจนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริง

นายเตชิต ชาวบางพรหม ตัวเทนเครือข่ายคนรุ่นใหม่หัวใจพลเมือง กล่าวว่า พลังพลเมืองที่จะช่วยในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าต้องดำเนินการอย่างน้อย 3 ประการ ประกอบด้วย 1.เฝ้าระวัง ไม่ยอมให้เกิดการผูกขาดอำนาจบริหารบ้านเมืองไว้เฉพาะพวกด้วยการหาทางเข้าไปมีส่วนร่วมตามสิทธิรัฐธรรมนูญ2.ตรวจสอบ ไม่ยอมเห็นความไม่ถูกต้อง การทุจริต หรือลุแก่อำนาจและ3.ชอบเป็นธุระ เสียสละใส่ใจเอาธุระของกิจการบ้านเมือง โดยทำตัวเป็นคนไทย-ไม่เฉย

นางวณี ปิ่นประทีป ผอ.สำนักงานประสานการพัฒนาสังคมสุขภาวะ(สปพส.) กล่าวว่า ต้องมีการปฏิรูประบบป้องกันและปราบรามการทุจริต ที่ถือเป็นต้นเหตุสำคัญของความขัดแย้งในบ้านเมือง โดยต้องมีกลไกการมีส่วนร่วมทั้งประชาชน รัฐและเอกชนในการตรวจสอบและป้องกันการทุจริต รวมถึง พัฒนาความเข้มแข็งของพลเมือง เช่น การรวบรวมรายชื่อเพื่อถอดถอน ส.ส. 300 คน เป็นต้น