กวป.ยื่นค้าน"จรัญ-นุรักษ์-บุญส่ง"นั่งร่วมองค์คณะวินิจฉัยปมแก้รธน.ที่มาส.ว. เหตุหมดความชอบธรรม ชี้20พ.ย.ขัดรธน.ทวงถามความยุติธรรม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (18 พ.ย.) กลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประมาณ 20 คน นำโดยนายศรรักษ์ มาลัยทอง โฆษกกลุ่มฯ ได้เข้ายื่นหนังสือต่อประธานศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้นายจรัญ ภักดีธนากุล นายบุญส่ง กุลบุปผา และนายนุรักษ์ มาประณีต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถอนตัวออกจากการเป็นองค์คณะในการพิจารณาวินิจฉัยคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่ส.ว. ที่ศาลนัดวินิจฉัยและฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 20 พ.ย.นี้ เนื่องจากนายจรัญ และนายนุรักษ์ เคยเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 50 จึงถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสียกับการวินิจฉัย ขณะที่นายบุญส่ง ยังมีปัญหากรณีอนุญาตให้บุตรชายซึ่งเป็นอดีตเลขานุการตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเดินทางไปเรียนต่อต่างประเทศโดยพลการ แต่ยังคงได้รับเงินเดือนจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นชนักติดหลังอยู่ ตุลาการทั้ง 3 คน จึงหมดความชอบธรรม ขาดหลักจริยธรรม คุณธรรม ศีลธรรม ไม่เหมาะสมที่จะมาทำหน้าที่เป็นตุลาการอีกต่อไป จึงขอให้สำนึกและถอนตัวจากการเป็นองค์คณะ
โดยนายศรรักษ์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ทางกลุ่มตั้งใจจะมาปักหลักที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญตั้งแต่วันที่ 18 พ.ย.เพื่อรอฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 20 พ.ย. แต่เนื่องจากด้านหน้าสำนักงานมีผู้ชุมนุมกลุ่มอื่นปักหลักอยู่แล้ว ไม่อยากให้เกิดปัญหา จึงจะเดินทางมาชุมนุมเพื่อรอฟังคำวินิจฉัยที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 20 พ.ย. เวลา 09.00 เป็นต้นไป ซึ่งหากผลคำวินิจฉัยออกมาว่าขัดรัฐธรรมนูญ ในวันต่อ ๆ ไป ก็จะมีการเคลื่อนขบวนไปทวงถามตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่บ้านของแต่ละคนว่า แล้วทำไมก่อนหน้านี้ในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีคำวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถแก้ไขเป็นรายมาตราได้ และยืนยันว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มกวป. จะไม่ไปรวมเคลื่อนไหวกับกลุ่มอื่น ๆ อย่างที่เป็นข่าว เนื่องจากกลุ่มของเราไม่ได้อยู่ภายใต้นักการเมืองคนใด แต่เป็นการดำเนินการของภาคประชาชนจริง ๆ อย่างไรก็ตามในวันพรุ่งนี้ ( 19 พ.ย) เวลา 10.30น.ทางกลุ่มฯจะเดินทางมาให้กำลังใจตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อีก 6 คนให้ทำหน้าที่ด้วยความถูกต้องด้วย
ด้านนายอาคม รัตนพจนารถ ทนายความกลุ่มประชาชนผู้รักความเป็นธรรม เข้ายื่นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้พิจารณาและมีคำวินิจฉัยยกคำร้องในคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของส.ว.และกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ที่จำกัดอำนาจรัฐสภาในการให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญาเนื่องจากเห็นว่ากรณีแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาส.ว.นั้น รัฐธรรมนูญมาตรา 68 ได้บัญญัติองค์ประกอบของบุคคลผู้กระทำความผิดที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยได้ไว้ 2 ประเภท คือบุคคล และพรรคการเมืองเท่านั้น ไม่ได้บัญญัติถึงรัฐสภา และสมาชิกรัฐสภา อีกทั้งขณะนี้นายกรัฐมนตรีได้ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาส.ว. ทูลเกล้าแล้ว การยื่นคำร้องดังกล่าวและการที่ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องรวมจะมีคำวินิจฉัย ถือเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจซึ่งไม่เป็นเรื่องไม่บังควรอย่างยิ่ง
ส่วนกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ที่ศาลรับคำร้องของนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ไว้วินิจฉัยเห็นว่า ข้อกล่าวหาของนายวิรัตน์มุ่งร้ายต่อการแก้ไข เพื่อให้ศาลมีอำนาจพิจารณาเท่านั้น โดยข้อเท็จจริงแล้ว รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจนในมาตรา 1 ว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้ รัฐบาลจึงไม่สามารถที่จะไปกระทำข้อตกลงใด ๆ ที่มีผลทำให้อาณาเขตประเทศไทยลดน้อยลงได้อยู่แล้ว





