ลบมายาคติคำตัดสินพระวิหาร'จอมพลสฤษดิ์'

ลบมายาคติคำตัดสินพระวิหาร'จอมพลสฤษดิ์'

"ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์"ประธานหลักสูตรรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดสาระสำคัญสุนทรพจน์พระวิหารของ"จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์"

มายาคติเรื่องรัฐบาลไทยเมื่อ 50 ปีที่แล้วและตลอดมาไม่เคยยอมรับคำพิพากษาของศาลโลกกรณีปราสาทพระวิหาร 15 มิถุนายน 2505/1962

ในช่วงหลายปีมานี้ ได้มีการเผยแพร่อย่างกว้างขวางว่า รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในปี 2505 นั้น ไม่เคยยอมรับอำนาจและคำพิพากษาของศาลโลก แต่ยังคงยึดมั่นอย่างมีความหวัง ดังในประโยคสุดท้ายของคำปราศรัยว่า "ในวันหนึ่งข้างหน้าเราจะต้องเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมาเป็นของชาติไทยให้จงได้" และได้กลายเป็นประโยคที่ใช้ปลุกปลอบใจคนไทยกลุ่มหนึ่ง ให้ยังคงยึดมั่นถือมั่นอย่างมีความหวังที่ลางเลือนว่า ปราสาทนี้ยังจะสามารถกลับคืนมาเป็นของไทยในอนาคต

จากการศึกษาเอกสารชั้นต้นที่พิมพ์โดยสำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี เรื่อง "ประมวลสุนทรพจน์ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี ในปี 2505" (พิมพ์ปี 2506, หน้า 194-199 รวม 6 หน้า) พบว่า รัฐบาลไทยสมัยจอมพลสฤษดิ์ ยอมรับคำพิพากษาและปฏิบัติตามคำพิพากษาอย่างค่อนข้างทันที

1) คำปราศรัยของจอมพลสฤษดิ์ เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2505 (หลังคำพิพากษาศาลโลก 19 วัน) แก่นหรือสาระในคำปราศรัยของจอมพลสฤษดิ์ นายกรัฐมนตรี (และยังเป็น ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก รักษาการอธิบดีกรมตำรวจ) คือ การยอมรับคำพิพากษาของศาลโลกว่า"คำพิพากษาของศาลเป็นอันเสร็จเด็ดขาด ไม่มีทางจะอุทธรณ์ได้" และต้องปฏิบัติตามคำพิพากษา เพราะไม่เช่นนั้นอาจต้องเผชิญกับมาตรการตามมาตราที่ 94 ในกฎบัตรของสหประชาชาติ

สาระสำคัญของคำปราศรัยปรากฎในเอกสารหน้า 196 ส่วนคำปราศรัยที่เหลือของเอกสาร คือการพรรณนาความปลอบใจคนไทยทั้งชาติให้ยังคงมีความหวัง แม้จะห่างไกลและริบหรี่ เนื่องเพราะรัฐบาลและทีมทนายฝ่ายไทยปลุกเร้าทัศนะความเชื่อให้แก่คนไทยทั้งชาติมาตลอดหลายปีว่า ไทยเราจะเป็นฝ่ายชนะคดีในชั้นศาลแน่ ไม่มีทางแพ้ แต่คำพิพากษากลับตาลปัตร ดังนั้นคำปราศรัยของจอมพลสฤษดิ์ จึงเป็นสารที่ส่งไปยังนานาประเทศทั่วโลกในสหประชาชาติว่า ไทยยอมรับคำพิพากษา ขณะเดียวกันก็ส่งสารถึงคนไทยเพื่อปลุกปลอบใจ และให้มีความหวังภายใต้รัฐบาลทหารไทยต่อไป

2) รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ปฏิบัติการตามคำพิพากษาทั้ง 3 ข้อของศาลโลกอย่างค่อนข้างทันที โดยเฉพาะการสร้างเส้น "อาณาบริเวณ" (vicinity) ให้กับปราสาทพระวิหารที่ "อยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา" ดังปรากฎเป็นมติที่ประชุมคณรัฐมนตรีในวันที่ 10 กรกฎาคม 2505 (หรือหลังคำปราศรัยของจอมพลสฤษดิ์ 6 วัน) โดยคณะรัฐมนตรีเลือกแนวทางตีกรอบล้อมรั้วให้กับอาณาบริเวณปราสาทพระวิหารตามแนวทางแคบ ซึ่งเป็นประเด็นตกค้างมาถึงเราในปัจจุบัน ที่ศาลโลกได้พิพากษา (11-11-2013) ชี้ว่า แนวเส้นที่ฝ่ายไทยสร้างขึ้นนี้ ไม่ใช่อาณาบริเวณปราสาทพระวิหารที่ศาลโลกพิจารณาไว้ในปี 2505 ดังนั้น ในวันนี้ ฝ่ายไทยจึงต้องย้อนกลับไปปฏิบัติการตามคำพิพากษาศาลเมื่อ 51 ปีที่แล้ว

มายาคติว่ารัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ไม่ยอมรับคำพิพากษานั้น พบว่า ไม่เป็นจริงทั้งในระดับแนวคิด และการปฏิบัติของรัฐบาลทหารไทยในขณะนั้น การที่คนไทยจะเข้าใจข้อเท็จจริงและมายาคติในเรื่องนี้ จะช่วยทำให้เราสามารถหาหนทางในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทการอ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่เดียวกัน ระหว่างไทยกับกัมพูชาได้อย่างราบรื่นและสันติวิธีมากยิ่งขึ้น และเป็นคุณูปการอย่างยิ่งที่เราจะได้ข้ามปมความขัดแย้งที่สืบเนื่องมาครึ่งศตวรรษได้อย่างมีสติและมีหลักวิชา