วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

สำรวจ'กับระเบิด'รอถล่มรัฐบาล

สำรวจ"กับระเบิด"รอถล่มรัฐบาล ม.190-พระวิหาร-ร่างแก้ที่มา ส.ว. ม็อบราชดำเนินจะ "แตกหัก" หรือ "เลิกรา" ภายในสิ้นเดือนพ.ย.น่าจะรู้คำตอบ

ประเมินถึงนาทีนี้ การชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่ถนนราชดำเนิน โดยเฉพาะเวทีหลักที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยซึ่งนำโดยอดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์อย่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ น่าจะลากยาวไปได้ไม่เกินสิ้นเดือน พ.ย. กล่าวคือจะ "แตกหัก" หรือ "เลิกรา" ก็น่าจะรู้คำตอบกันภายในเดือนนี้

การคาดการณ์ดังกล่าวหมายถึงเฉพาะกลุ่มพลังที่นายสุเทพเรียกว่า "มวลมหาประชาชน" ซึ่งเป็นการรวมคนจากหลากหลายกลุ่ม หลากหลายสาขาอาชีพ ต่อเนื่องมาตั้งแต่การชุมนุมคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ฉบับสุดซอยเท่านั้น ไม่ได้หมายรวมไปถึงม็อบถาวรอย่างเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย หรือ คปท. และกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ หรือ กปท. ที่น่าจะตรึงม็อบไว้ได้อีกนาน แต่ยากที่จะมีผลสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังจากรัฐบาล "ถอยสุดซอย" เรื่องร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ ได้ทำให้กระแสหนุนเนื่องที่ทำให้เกิดการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลลดระดับลง จุดเปลี่ยนของเวทีหลักที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่ยังลุ้นกันอยู่จึงมีอีกเพียง 2-3 จุดเท่านั้น คือ การยกระดับการชุมนุมในวันนี้ (ศุกร์ที่ 15 พ.ย.) ตามที่นายสุเทพนัดหมาย, การวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมว่าด้วยที่มาของ ส.ว.โดยศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 20 พ.ย. และการอภิปรายไม่ไว้วางใจช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือน พ.ย.ก่อนปิดสมัยประชุมรัฐสภา

พิจารณาจากสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน โอกาสโค่นรัฐบาลด้วยเหตุปัจจัยที่มีอยู่ ต้องบอกว่าเหลือเพียงริบหรี่ มีเพียงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 20 พ.ย.เท่านั้นที่อาจเติมไฟการเมืองให้คุโชนขึ้นอีก หากวินิจฉัยออกมาในทางสุดโต่ง

แนวโน้มสถานการณ์นับจากนี้จึงน่าสนใจ เพราะ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็ตั้งความหวังเอาไว้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญน่าจะวินิจฉัยออกมาไม่เป็นลบกับรัฐบาลมากนัก และหลังจากนั้นสถานการณ์ก็น่าจะเข้าสู่ภาวะปกติ

ขณะที่การรวมตัว "ฮึ่มๆ" ของคนเสื้อแดงที่สนามราชมังคลากีฬาสถานในช่วงของการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็เป็นแรงกดดันอีกด้านหนึ่งที่ส่งไปถึงศาลเช่นกัน สอดรับกับบทวิเคราะห์ของเลขาธิการ สมช.ที่ว่า หากรัฐบาลพรรคเพื่อไทยกับมวลชนคนเสื้อแดงยังจับมือกัน ก็ยากที่จะถูกฟันจนตกม้าตายเพราะองค์กรอิสระซ้ำอีก

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ ประเมินแนวโน้มสถานการณ์การชุมนุมในภาพรวมว่า อารยะขัดขืนของพรรคประชาธิปัตย์ใช้การไม่ได้ หากจะให้ได้ผลต้องอาศัยมวลชนขนาดใหญ่ในระดับที่ทั้งสังคมเห็นพ้องต้องกันว่ามีปัญหา เช่น อารยะขัดขืนในอินเดียคัดค้านการตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ หรือตัวอย่างในอเมริกาที่ทำอารยะขัดขืนโดยการไม่ไปเกณท์ทหาร เพราะไม่เห็นด้วยกับการทำสงครามเวียดนาม เป็นต้น

"ทั้งหมดเป็นอารยะขัดขืนที่ค่อนข้างเป็นฉันทามติร่วมกันของคนในสังคมค่อนข้างมาก ส่วนอารยะขัดขืนในแบบที่คุณสุเทพใช้ ยังเป็นอารยะขัดขืนที่มีคนเห็นด้วยค่อนข้างน้อย จึงไม่น่าจะมีพลังอะไร มันกลายเป็นการไปกดดันคนที่ใช้มาตรการนี้เองด้วยซ้ำไป"

ศิโรตม์ มีมุมมองต่อสถานการณ์ไม่ต่างจากฝ่ายความมั่นคงว่า จุดเปลี่ยนของการชุมนุมน่าจะอยู่วันที่ 20 พ.ย.

"เป็นไปได้ว่าการชุมนุมจะพยายามยืดเวลาไปจนถึงวันที่ 20 พ.ย.ซึ่งเป็นวันที่ศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ ส.ว. ซึ่งก็จะทำให้มวลชนรู้สึกว่ามีความหวังบางอย่างรออยู่ข้างหน้าและยังมีโอกาสชนะได้ในตอนจบ ดังนั้นหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในวันที่ 20 พ.ย.ว่าการแก้ไขที่มาของ ส.ว.ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โอกาสที่ม็อบจะสร้างเงื่อนไขเพื่อล้มรัฐบาลก็มีความเป็นไปได้สูง"

ศิโรตม์ ชี้ว่า ประเด็นที่จะถูกลากต่อไป เป็นเรื่องรัฐบาลกับสถาบัน เพราะนายกรัฐมนตรีได้ทูลเกล้าฯ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมไปแล้ว อยู่ในขั้นรอลงพระปรมาภิไธย

"คิดว่าโอกาสที่จะถูกลากโดยกล่าวหาว่าทำไมจึงนำร่างกฎหมายที่มีปัญหาไปทูลเกล้าฯ มีความเป็นไปได้เยอะมาก ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นการกล่าวหาที่ไม่ยุติธรรม เพราะกระบวนการตรากฎหมายของสภาจบแล้ว ก็ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯตามขั้นตอน ถือเป็นกระบวนการปกติ ไม่น่าจะใช้เรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาวินิจฉัยได้ หรือถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปในทางลบ ก็ไม่น่าจะไปตำหนิรัฐสภา"

ส่วนการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) วันที่ 18-20 พ.ย.นั้น ศิโรตม์ เชื่อว่า จะไม่มีความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น เพราะอยู่คนละที่่กับผู้ชุมนุมกลุ่มต้านรัฐบาล

"รอบนี้รัฐบาลค่อนข้างระมัดระวังการชุมนุมพอสมควร ขณะที่ฝั่งประชาธิปัตย์เองก็ควบคุมการชุมนุมได้ดี ยังไม่เห็นสัญญาณความรุนแรงใดๆ ซึ่งแตกต่างจากม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อปี 2549 ที่มีกลุ่มฮาร์ดคอร์ค่อนข้างชัดเจน"

อีกประเด็นหนึ่งที่หลายฝ่ายมองว่าอาจเป็นตัวเร่งกระแสทางการเมือง คือ ผลจากคำพิพากษาศาลโลกในคดีปราสาทพระวิหารที่มีการนำไปโยงกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 (ลดบทบาทของรัฐสภาในการตรวจสอบการเจรจาหรือทำสัญญากับต่างประเทศของฝ่ายบริหาร) ประเด็นนี้ ศิโรตม์ เห็นว่าน่าจะเป็นปัจจัยเร่งดีกรีความร้อนแรงของสถานการณ์ได้ไม่น้อย

"มันง่ายมากที่จะนำประเด็นนี้ไปสร้างวาทกรรมชาตินิยมว่ารัฐบาลขายชาติ และหากถึงวันที่ 20 พ.ย. ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปในทางที่เป็นลบกับรัฐบาลอีก กระแสกดดันรัฐบาลจะยิ่งหนัก"

กระนั้นก็ตาม ศิโรตม์ ยังเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่วินิจฉัยเพื่อนำไปสู่การสร้างปัญหาทางการเมืองต่อไป ที่สำคัญร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่ทูลเกล้าฯไปแล้ว ก็น่าจะอยู่นอกอำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่จะวินิจฉัยด้วย

"ผมมองว่ากระแสของฝ่ายที่อยากล้มรัฐบาลในคราวนี้ก็ไม่ได้ถือว่าเยอะกว่าที่ผ่านมา จึงเชื่อว่าสถานการณ์โดยรวมจะไม่นำไปสู่จุดเปลี่ยนทางการเมืองตามที่กลุ่มต่อต้านต้องการ"