รัฐสภาให้ความเห็นชอบ426ต่อ20เสียง กรอบการเจรจาความร่วมมือด้านภาษีระหว่างไทย-สหรัฐ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา มีนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา เป็นประธาน โดยก่อนจะเข้าวาระการประชุม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่ม 40 ส.ว. ท้วงติงว่าหากจะพิจารณากรณีคำพิพากษาของศาลโลกคดีปราสาทพระวิหาร ควรเป็นเรื่องของมาตรา 190 มากกว่า 179 และการกำหนดให้พิจารณาแค่ครึ่งวันเช้าถือว่าน้อยเกินไป ซึ่งนายนิคมแจ้งว่า ประธานรัฐสภาแจ้งมาแล้วว่าจะยกเลิกการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในช่วงบ่าย โดยจะเปิดให้อภิปรายกรณีปราสาทพระวิหารเต็มที่
จากนั้นที่ประชุมจึงเริ่มพิจารณา ร่างกรอบการเจรจาความตกลงเพื่อความร่วมมือด้านภาษีอากรระหว่างประเทศและการปฏิบัติตาม Foreing Account Tax Compliance Act ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสาระสำคัญ เพื่อพัฒนาศักยภาพของระบบภาษีผ่านการตรวจสอบทางบัญชีและแลกเปลี่ยนข้อมูลของแหล่งรายได้ของคนชนชาติระหว่างประเทศสหรัฐฯและประเทศคู่สัญญา
โดยกำหนดให้สถาบันการเงินของประเทศคู่สัญญารายงานธุรกรรมทางการเงิน การลงทุน และการประกันภัยบางประเภท นอกจากนี้ สถาบันการเงินในประเทศใดไม่ทำความตกลง FATCA จะถูกหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายในอัตรา 30% ของเงินที่อยู่ภายใต้ภาษีของประเทศสหรัฐฯ หรือ ในประเทศที่ทำความตกลงFATCAกับสหรัฐฯ ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของสถาบันการเงินไทย
นายเกียรติ สิทธีอมร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวเป็นประโยชน์โดยตรงของสหรัฐฯในการตรวจสอบว่ามีบุคคลหรือนิติบุคคลสัญชาติสหรัฐฯคนไหนบ้าง ที่ได้มาประกอบธุรกิจในต่างประเทศที่มีลักษณะเข้าข่ายเลี่ยงภาษี ซึ่งจากการตรวจสอบข้อมูลพบว่ากรมสรรพากรของสหรัฐฯประมาณการณ์เอาไว้ว่าจะได้ประโยชน์จากการจัดเก็บภาษีผ่านการทำมาตรการนี้ถึง 800 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากไทยยอมรับกับมาตรการนี้จะต้องมีการส่งข้อมูลการทำธุรกรรมให้กับสหรัฐฯด้วย ทั้งที่ข้อมูลลักษณะนี้ถือว่าเป็นความลับตามกฎหมายของไทย ดังนั้น มีความสงสัยว่าในอนาคตรัฐบาลจะขอแก้กฎหมายประมวลรัษฎากรและกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องหรือไม่สหรัฐฯได้พยายามทำข้อตกลงนี้กับหลายประเทศ แต่ไม่สามารถทำกับสาธารณรัฐประชาชนจีนได้เพราะจีนไม่เห็นด้วย จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องชี้แจงให้ได้ ว่าไทยจะได้ประโยชน์อะไรหากให้ความเห็นชอบกับสหรัฐฯ และมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่ถ้าจะทำข้อตกลงนี้กับสหรัฐฯ ควรให้ประเทศในอาเซียนรวมตัวกันเพื่อต่อรองกับสหรัฐฯ ซึ่งคิดว่าน่าจะได้เปรียบมากกว่าการเจรจาเป็นรายประเทศ
นายอลงกรณ์ พลบุตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มาตรการนี้เป็นหนึ่งในมาตรการเพื่อฟื้นฟูภาวะถังแตกของสหรัฐฯ ภายหลังประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เหมือนกับที่สหรัฐฯพยายามทำข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ ทีพีพี (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership: TPP) ซึ่งรัฐบาลแคนาดาที่เป็นประเทศติดกับสหรัฐฯยังบอกว่ามาตรการ FATCAเป็นการบั่นทอนทำลายสิทธิความลับส่วนบุคคล และทำให้สถาบันการเงินไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ หรือบริษัทหลักทรัพย์กลายเป็นแขนขาหนึ่งของกรมสรรพากรสหรัฐฯ ซึ่งประเทศไทยไม่เป็นประเทศกระจอกหรือลูกไล่ อย่าได้เอาแนวคิดสมัยล่าอาณานิคมหรือยุคสงครามเย็นมาใช้ ทางที่ดีควรใช้กลไกอาเซียนในการต่อรอง
ด้าน นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ชี้แจงว่า ในกรณีเป็นเพียงการนำเสนอกรอบการเจรจาเพื่อให้กระทรวงการคลังนำไปดำเนินการเจรจาต่อไป อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งตระหนกว่าสหรัฐฯได้ออกกฎหมายมาให้ประเทศไทยปฏิบัติ เพราะเป็นเพียงกฎหมายที่สหรัฐฯออกมาเพื่อบริหารจัดเก็บภาษีกับพลเมืองของสหรัฐฯเองเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่สหรัฐฯมาบังคับไทยจนไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
ส่วนสาเหตุที่ไทยเลือกใช้กลไกการเจรจาแบบรัฐต่อรัฐมา เพราะสถาบันการเงินภาคเอกชนของไทยมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าต้องการกระทรวงการคลังเป็นตัวแทนของรัฐเพื่อเจรจากับสหรัฐฯเชื่อว่าสมาชิกรัฐสภาทราบดีว่าเรามีกฎหมายหลายฉบับที่อาจล้าสมัยและสมควรได้รับการปรับปรุง และหากกระบวนการเจรจาเห็นว่ามีความจำเป็นที่ต้องแก้ไขกฎหมายขึ้นมา เพื่อให้เกิดประโยชน์โดยรวมก็จะต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาต่อไป
หลังจากให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายแล้ว ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ 426 ต่อ 20 เสียง





