อดีตคณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์นิด้าแนะรัฐบาลแอ่นอกรับ "ขอโทษ-ยุบสภา ดีกว่าลง"สัตยาบัน" ไม่เอานิรโทษกรรม
รศ.ดร.ปกรณ์ ปรียากร อดีตคณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มองว่า การชุมนุมเป่านกหวีดครั้งนี้เป็นการชุมนุมเชิงสัญลักษณ์ คนที่มีอำนาจต้องฟังเป็น ถ้าฟังอย่างไม่ได้ยิน คิดว่าการอยู่ในอำนาจต่อไปค่อนข้างลำบาก แม้จะมีเสียงข้างมากก็ตาม
"พลังของประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวสื่อความหมายว่า การออกกฎหมายที่กระทำโดยอ้างเสียงข้างมาก โดยในวันพิจารณากำหมายแทบจะไม่ได้มีการพูดถึงเนื้อหาอะไรเลย การแปรญัตติของเสียงข้างน้อยก็ไม่ได้รับการรับฟัง ตรงนี้คือสัญญาณที่ประชาชนส่งให้ หลายคนมองต่อไปว่าเหมือนกับการกระทำความผิดสำเร็จแล้ว ฉะนั้นการถอยแบบที่รัฐบาลพูด หรือการลงสัตยาบันมันอาจจะไม่พอ ต้องไปดูว่าควรหาลู่ทางอย่างไรในการแสดงความรับผิดชอบแบบไหน"
"อย่าลืมว่าการออกกฎหมายนั้น ถ้ากฎหมายดี คนทำไม่ดี คนนั้นจะถูกลงโทษ แต่พอกฎหมายไม่ดี คนออกกฎหมายควรพิจารณาตัวเองหรือไม่ ประเด็นนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยรวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลต้องคิดว่าอำนาจการปกครองของตัวเองไม่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ต่อไปแล้ว"
"ก้าวย่างของการชุมนุมครั้งนี้ รัฐบาลเองไม่ควรใช้คำพูดแค่เพียงว่าเราก็ถอยไปจนสุดแล้ว และกลับมาเริ่มต้นกันใหม่ เพราะประเด็นปัญหาอยู่ที่ว่า ส.ส. 310 คนที่ลงมติจะไม่พูดอะไรเลยหรือ การขอโทษประชาชนก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำได้ดีที่ที่สุด แต่ปัญหาอาจไม่จบ ทางออกที่สองคือยุบสภาไปเลือกตั้งใหม่ จะเป็นแนวทางที่นุ่มนวลและไม่ต้องถูกกดดันมาก"
"ผมเชื่อว่าหากไปเลือกตั้งใหม่ ประเด็นพวกนี้ก็จะถูกนำไปพิจารณาในหมู่ประชาชนว่าไม่มีเหตุอันควรที่ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมจะกลับมาอีก เพราะว่าวุฒิสภาลงมติไม่รับหลักการของร่างกฎหมาย ทำให้ร่างกฎหมายกลับมาอยู่ในมือของรัฐบาลภายใต้เงื่อนไข 180 วัน หรือครึ่งปี ถ้ารัฐบาลไม่ตัดสินใจ ความวุ่นวายจะเกิดไม่มีที่สิ้นสุด"
รศ.ดร.ปกรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในฐานะประชาชน จริงๆ แล้วไม่อยากให้เกิดความรุนแรงขึ้นในบ้านเมือง เพราะมีความเสี่ยงเรื่องมวลชนเผชิญหน้า แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่มีบทเรียนอยู่ค่อนข้างมากที่จะไม่ทำให้สถานการณ์เดินไปสู่จุดนั้น ขณะที่ ส.ส.ฝ่ายค้านที่อยู่ในเวทีชุมนุมก็ได้ลาออกไปหลายคน น้ำหนักการแก้ปัญหาจึงอยู่ที่รัฐบาลว่าจะเลือกแนวทางใด





