"คำรณวิทย์"ส่งชุดสืบจับตาผู้ชุมนุมอย่างใกล้ชิด มีรายงานการข่าวว่าจะเผาที่ทำการองค์การสหประชาชาติ
แหล่งข่าวจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล ประเมินสถานการณ์ชุมนุมของกลุ่มคัดค้านพ.ร.บ.นิรโทษกรรม วันที่ 13-15 พ.ย. ว่าจะมีกลุ่มพลังมวลชนและประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าร่วมเป็นจำนวนมากกว่าหนึ่งแสนคน โดยมีกลุ่มผู้ชุมนุมหลัก 6 กลุ่ม ประกอบด้วย1.กลุ่มประชาชนที่คัดค้าน โดยมีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนหลากหลายอาชีพที่อาศัยอยู่ที่กทม. มีอายุตั้งแต่ 25-60 ปี ซึ่งเดินทางมาชุมนุมตั้งแต่วันแรก และมีการชักชวนครอบครัว ญาติสนิทและเพื่อนใกล้ชิดเข้าร่วม
2. กลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ซึ่งปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์มาก่อนหน้านี้และมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากมีการปลุกระดมนักศึกษาจากสถาบันต่างๆทั่วประเทศเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มจะเกิดการปะทะกับกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลสถานการณ์ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยผู้ชุมนุมมีแนวโน้มจะบุกรุกเข้าไปปิดล้อมอาคารรัฐสภา
แหล่งข่าวเปิดเผยอีกว่า พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น.ได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนนครบาลและฝ่ายสืบสวนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจับตามอง และเฝ้าระวังกลุ่มผู้ชุมนุมนี้อย่างใกล้ชิด และให้เตรียมความพร้อมคณะพนักงานสืบสวนและรถควบคุมผู้ต้องหาไว้บริเวณพื้นที่ใกล้เคียงจุดที่มีการชุมนุม เนื่องจากมีรายงานการข่าวว่าอาจมีการเผาที่ทำการองค์การสหประชาชาติ (UN) ซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้าสะพานมัฆวานรังสรรค์ด้วย
3.กลุ่มกองทัพประชนโค่นล้มระบอบทักษิณ (กปท.) ส่วนใหญ่จะเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ4. กลุ่มนักธุรกิจย่านสีลมนำโดย นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ซึ่งเป็นการรวมพลคนทำงานในย่านธุรกิจในพื้นที่ กทม. ชั้นในทั้งหมด อาทิ อโศก รัชดา สะพานควาย เป็นต้น ส่วนใหญ่จะเดินเท้าเข้ามาเคลื่อนไหวสมทบรวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังมีกลุ่มประชาชนที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดซึ่งมี สส.พรรคประธิปัตย์เป็นฐานเสียงจากทุกภาคของประเทศไทยเดินทางมาโดย รถไฟ รถบัส และรถส่วนตัว
โดยกองบัญชาการตำรวจนครบาลสั่งการตำรวจ 88 สน.ตั้งด่านจุดสกัดตรวจค้นบุคคลต้องสงสัยและการพกพาอาวุธอย่างเข้มงวดและสั่งการให้เฝ้าจับตากลุ่มมือที่สามที่จะแทรกแซงเข้ามาสร้างสถานการณ์ และสั่งกำลังตำรวจที่ทำการส่วนหน้าตามบริเวณแยกต่างๆโดยรอบทำเนียบรัฐบาลและรัฐสภาให้พร้อมปฏิบัติหน้าที่โดยยึดตามแผน กรกฏ 52 อย่างเต็มที่ซึ่งตำรวจเฝ้าจับตาและประเมินสถานการณ์การชุมนุมแบบวันต่อวันคาดว่าการชุมนุมจะยืดเยื้อไปจนถึงวันที่ 5 ธันวาคม


