วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ชี้ศาลตีความvicinityไม่มีใครได้ทั้งหมด

นักวิชาการจุฬาฯ ระบุคดีพระวิหารตีความเส้นเขตแดน ชี้ไทยไม่ได้ชนะทั้งหมด และกัมพูชาก็ไม่ได้บริเวณทั้งหมดที่ขอเช่นเดียวกัน

นายชุมพร ปัจจุสานนท์ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า คำตัดสินของศาลโลกเมื่อวันที่ 11 พ.ย.56 ไม่ได้เปลี่ยนแปลงคำตัดสินของศาลโลกที่ได้ให้ไว้ในปี 2505 คือปราสาทพระวิหาร และพื้นที่บางส่วน เป็นของกัมพูชา ซึ่งไทยแพ้คดีนี้มาตั้งแต่อดีตแล้ว เพียงแต่หลังจากคำตัดสินในครั้งนั้น กัมพูชาและไทยตีความแตกต่างกัน ดังนั้นหัวใจของคำตัดสินครั้งนี้ คือการตีความคำว่าเขตแดน(vicinity) หรือบริเวณข้างเคียงปราสาทพระวิหาร โดยที่ศาลได้พิจารณาตามความเห็นของศาลเอง ไม่ได้รับฟังข้ออ้างของกัมพูชา ขณะเดียวกันก็ไม่ได้รับฟังพื้นที่ที่คณะรัฐมนตรีของไทยในอดีตเคยตีความไว้เรียกได้ว่า ไทยก็ไม่ได้ชนะทั้งหมด และกัมพูชาก็ไม่ได้บริเวณทั้งหมดที่เขาขอเช่นเดียวกัน

ผู้สื่อข่าวสอบถามว่าผลการตัดสินของศาลโลก ถือว่าไทยแพ้คดี และเสียพื้นที่หรือไม่ นายชุมพร กล่าวว่าคำว่าเสียพื้นที่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกและการตีความส่วนบุคคล ซึ่งหากมองว่าเสียพื้นที่ในส่วน 4.6 ตร.กม. ถือว่าไทยไม่แพ้ แต่หากมองว่าเป็นการเสียพื้นที่ตามมติคณะรัฐมนตรีสมัยจอมพลสฤฏดิ์ ธนะรัชต์ ถือว่าประเทศไทยแพ้ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ประชาชนต้องเข้าใจก่อนว่าเราผู้แพ้คดีปราสาทเขาพระวิหารมานานแล้ว และขณะนี้เมื่อมีคำตัดสินออกมาแล้วก็ต้องยึดตามคำตัดสิน

"ส่วนเรื่องขนาดพื้นที่ที่จะต้องเสียก็ต้องอาศัยเรื่องของเทคนิคที่รู้เรื่องเกี่ยวกับแผนที่ ขอบเขตของเขตแดน และเมื่อได้แผนที่ชัดเจนแล้ว รัฐบาลต้องมาชี้แจงให้ประชาชนได้ฟังโดยสมเหตุสมผล เพราะเรื่องนี้ต้องอาศัยความเข้าใจ คิดเอาเองไม่ได้อาจจะทำให้เกิดปัญหามากมาย อย่างไรก็ตามเราเป็นประเทศหนึ่งในสังคมโลก เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน เราอยู่ในสังคมโลกใกล้ชิดกันมาก สิ่งที่ดีที่สุดคือค่อยๆคิด ค่อยๆวางแผนที่ และคำนึงถึงฐานะที่เราเป็นประเทศเพื่อนบ้านต่อกันด้วย"นายชุมพร กล่าว

นายสุเนตร ชุตินธรานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ กล่าวว่า ศาลโลกบอกว่าปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ดังนั้นหมายถึงเป็นพันธกิจของกัมพูชาและไทยที่ต้องช่วยจรรโลง ดูแล ปฎิสังขรณ์ ทำให้สมบัติชิ้นนี้เป็นของมนุษยศาสตร์อย่างสมบูรณ์ ขณะนี้คำตัดสินออกมาแล้ว หากเราจะคิดขับเคลื่อนตามภาพความเข้าใจในอดีตที่เป็นเรื่องของความขัดแย้ง แตกแยก แสดงจุดยืนจับจองความเป็นเจ้าของ ทั้งที่ปราสาทพระวิหาร มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ เป็นสถานที่มีผู้มาจาริกแสดงบุญและบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ศรัทธาร่วมกัน เป็นคุณค่าที่มีความหมาย แต่ตอนนี้คุณค่าเหล่านั้นถูกลืมไปหมดแล้วไม่ได้ ปราสาทพระวิหารเป็นสมบัติร่วมกันระหว่างไทยกับกัมพูชา ในทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ เป็นการแสดงถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้น ทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา ควรคิดว่าเรามาร่วมมือกัน ร่วมกันจรรโลงสมบัติของชาติอย่างไร ร่วมกันศึกษาและพลิกฟื้นจิตวิญญาณของปราสาทพระวิหาร

"ประเด็นในมิติทางสังคมและวัฒนธรรม อย่างน้อยตั้งแต่ปี 2554 มูลค่าค้าขายของไทยในพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหาร ตกถึง 93,152 ล้านบาท มีสินค้าของไทยไปขายมากมาย เรามีบริษัทที่เข้าไปลงทุนในกัมพูชามากมาย ความสำคัญของไทยและกัมพูชาจึงเป็นประโยชน์ให้แก่คนในหลายระดับด้วยกัน"นายสุเนตร กล่าว