ทางออกการเมือง ปลดล็อกประเทศไทย นักวิชาการแนะแกนนำ 2 ฝ่ายร่วมถกหาทางออก "นิรโทษกรรม" แนะพลิกวิกฤติปลุกพลังคนไทยต้านคอร์รัปชัน
"กรุงเทพธุรกิจทีวี" เสวนา "ปลดล็อกการเมือง : ทางออกประเทศไทย" มีผู้ร่วมแสดงความเห็น ประกอบด้วย ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า นายดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดีซี คอนซัลแทนส์ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง คอมมูนิเคชั่นส์ จำกัด และ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ เลขานุการ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
ดร.ถวิลวดี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้สถาบันพระปกเกล้า มีการทำงานวิจัยเสนอทางออก "ปรองดอง" โดยศึกษาแนวทางประเทศต่างๆ และรวบรวมข้อมูลจากผู้เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง พบว่าหากประเทศไทยจะเดินหน้าปรองดองต้องทำเป็น "กระบวนการ" ตั้งแต่สร้างบรรยากาศความปรองดอง ค้นหาความจริง การให้อภัย การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่สำคัญเจตจำนงทางการเมืองที่ผู้นำหรือผู้บริหารประเทศต้องมี เพื่อขับเคลื่อนประเทศเดินหน้า ซึ่งคนในประเทศต้องมีความเข้าใจกันและกัน แทนที่จะต่อสู้ทางการเมืองและเผชิญหน้ากัน
ทั้งนี้ การ "นิรโทษกรรม" เป็นหนึ่งในทางออกและจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้เป็นเหยื่อและผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำ สิ่งที่เกิดขึ้น หรือคนที่เข้าสู่กระบวนการความขัดแย้งไม่ได้มีความตั้งใจจะให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง ในหลายประเทศมีการให้อภัยกัน
"แต่ก่อนจะให้อภัยก็ต้องค้นหาความจริง เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับอนาคต และให้อภัยสำหรับคนสำนึกผิดได้เพื่อให้ประเทศเดินหน้า ซึ่งมีทั้งข้อดีข้อด้อย โดยเฉพาะคนที่เป็นเหยื่อ ญาติของเหยื่อ ต้องเข้าใจให้เหตุการณ์นี้และปล่อยให้ผ่านไปเพื่อเดินหน้าต่อไป ไม่เช่นนั้นจะเกิดความเคียดแค้น ส่วนคนที่จะรับการให้อภัยก็ต้องสำนึกผิด"
อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับ "สุดซอย" นี้ เป็นฉบับที่ทำให้เกิดความสับสน เพราะว่าก่อนออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม สถาบันพระปกเกล้า เคยเสนอว่า "ต้องให้สังคมมีความเข้าใจกันและกัน ซึ่งต้องใช้เวลาพอควร ญาติของเหยื่อและผู้ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นค่อนข้างมาก รอการเยียวยา แก้ไข รอความจริงว่าเหตุการณ์เป็นอย่างไร แต่อยู่ๆ กลับออกมา ทำให้สังคมไม่เข้าใจ ไม่เชื่อมั่นว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก เพราะคนผิดยังไม่รู้ตัวว่าทำผิด"
ดร.ถวิลวดี กล่าวต่อว่า มีบางประเด็นใน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ว่า "สังคมไม่เคารพกฎหมายหรือไม่ หรือหลักนิติรัฐที่ไทยยึดเหนี่ยวยังเป็นหลักการได้หรือไม่ เพราะไม่ได้มีเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง แต่มีเรื่องทุจริต และยังย้อนประวัติศาสตร์ไปอีกหลายปี"
ขจัดวงจรความขัดแย้ง
การที่ประเทศจะเดินหน้าได้ ต้อง "ปรองดอง" แต่สำคัญคนที่อยู่ในวงจรความขัดแย้ง ต้องเข้าใจกัน คนผิดต้องยอมรับผิด ความจริงต้องค้นหาและเปิดเผย ไม่เช่นนั้นจะไม่มีบันทึกประวัติศาสตร์ให้ลูกหลานเรียนรู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก และการผิดถูกตามทำนองคลองธรรมเป็นเรื่องสำคัญ เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเพราะคำว่าการบริหารงานที่ ้ยึดหลักธรรมาภิบาลหรือไม่ แต่เป็นเรื่องดีที่ประชาชนได้เรียนรู้ "ประชาธิปไตย" พ่วงไปกับคำว่า "การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี" หรือ ธรรมาภิบาล ในที่สุดประชาชนก็จะยอมรับไม่ได้กับเรื่องที่คาดหวังว่าจะยึดเหนี่ยว คือ ความถูกต้องชอบธรรม
นายกฯ เป็นผู้นำของประเทศมีภารกิจสำคัญต้องนำประเทศไปสู่สังคมสันติสุขการบริหารบ้านเมือง เจตจำนงของนายกฯ ต้องเดินหน้าสู่สังคมสันติสุข ต้องระงับสิ่งที่จะทำให้เกิดการเผชิญหน้าทั้ง 2 ฝ่าย วิธีการที่ไม่ยากต้องบอกฝ่ายหนึ่งที่กำลังขับเคลื่อนเข้ามาให้ "ยุติ" อีกฝ่ายตรงข้ามก็ต้องใช้วิธีการ "เจรจา" มีทางออกแต่ต้องใช้เวลาและเป็นเรื่องเร่งด่วนที่นายกฯ ต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ ระงับการเผชิญหน้ากันในกรุงเทพฯ
"บทบาทนายกฯ อาจสับสนเล็กน้อย เพราะจริงๆ แล้ว นายกฯ ไม่สามารถไปสั่งวุฒิสภา แต่หมวกอีกใบ คือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นายกฯ เป็น ส.ส. อีกขา คือสมาชิกรัฐสภา และในฐานะผู้นำประเทศเมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นมา และกฎหมายที่เสนอโดยฝ่ายรัฐบาลไม่ได้รับการยอมรับ ก็ต้องพิจารณาฝ่ายรัฐบาลว่าจะพิจารณาอย่างไร เป็นเรื่องต้องคำนึงกัน หากนายกฯ ยอมรับว่าประชาชนไม่พอใจ ก็จะยอมถอย แต่ต้องมีวิธีการถอยอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจ"
อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญจากนี้ คือ การสร้างความเชื่อมั่น เพราะขณะนี้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในสมาชิกรัฐสภาและผู้นำประเทศลดลงเรื่อยๆ ข้อมูลต่างๆ ที่ให้ประชาชนต้อง "ถูกต้อง"
"สถานการณ์ความเชื่อมั่นต้องใช้เวลา การเร่งรีบทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่น และผู้นำต้องมีความสม่ำเสมอ ชัดเจน ในการแสดงสู่สาธารณะ ไม่ทำให้สถานการณ์แย่ลง ไม่ยั่วยุให้อีกฝ่ายหนึ่ง ออกมาเผชิญอีกฝ่ายหนึ่ง แม้จะบอกว่าไม่ให้เผชิญหน้ากัน แต่สถานการณ์ทำให้เกิดการเผชิญหน้า คนเครียด ไปทางโน้นก็ไม่ได้ ทางนี้ก็ไม่ได้ ฝ่ายรัฐบาลต้องรีบจัดการ ข้อมูลถูกต้อง สื่อของรัฐมีเยอะต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องไม่ใช่ไปฟังสื่อทางเลือก คือ ปัญหา สำคัญที่ผู้นำต้องมีคือ สังคหวัตถุ 4 จะทำให้สังคมกลับสู่สันติสุขได้"
ดร.ถวิลวดี ย้ำว่า ทางออกของรัฐบาล ต้องมีการเจรจาในระดับแกนนำของผู้นำทั้ง 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายตรงข้าม เจรจาไม่ต้องออกสื่อ คดีแบบไหนนิรโทษกรรมได้ ยุติกระบวนการที่ทำให้เกิดความยั่วยุ เสื้อสีใด กลุ่มไหน ก็ต้อง "ยุติ"
แนะพลิกวิกฤติปลุกพลังคนไทยต้านคอร์รัปชัน
นายดนัย กล่าวว่า ปรากฏการณ์ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ครั้งนี้ สะท้อนว่าประชาชนทุกภาคส่วนยอมรับไม่ได้ แต่สามารถพลิก "วิกฤติ" ซึ่ง พ.ร.บ.ฯ คือ ปลายเหตุ แต่ ต้นตอ คือ เรื่องการทุจริต คอร์รัปชัน การได้มาของอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรม ไม่ชอบธรรม ส่งผลถึงการบริหารบ้านเมืองแบบไม่เป็นธรรม
"ทางออกของประเทศไทยต้องมาจับที่ต้นเหตุของปัญหา เอาวิกฤติปลุกพลังคนไทยทั้งประเทศ ถามว่าทางออกประเทศไทย คือ อะไร คนไทยทุกคน นิสิตนักศึกษา ประชาชน นักธุรกิจ ข้าราชการ ต้องลุกขึ้นมาทวงคืนอำนาจในการดูแลประเทศไทย เป็นการเริ่มต้นใหม่ เป็นจังหวะดีของแนวทางการต่อต้านคอร์รัปชันไม่ได้เกิดเฉพาะกรุงเทพฯ แต่รวมไปถึงหัวเมือง กลุ่มวิชาชีพสำคัญของสังคมไทย"
ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้ไปลงนามสัตยาบันกับองค์การสหประชาชาติ ว่าด้วยเรื่องต่อต้านทุจริตคอร์รัปชัน เมื่อ 1 มี.ค. 2554 "ไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่ลงนามแล้วมาทำอะไรบางสิ่งบางอย่างที่ไปลบล้างสิ่งที่ไปลงนามไว้เอง"
ย้ำนิรโทษยึดหลักการให้อภัย
นายชวลิต กล่าวถึงแนวทางหรือหลักคิดของ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แม้จะ "ตก" ไปแล้วก็ตาม โดยย้ำว่า ประเด็นแรก ไม่มีใครที่จะมาออกกฎหมายคดีล้างผิดคนทุจริตคอร์รัปชันเป็นไปไม่ได้ทั้งในไทยและในโลกนี้ แต่หลักคิดของ พ.ร.บ.ฯ ต้องการให้บ้านเมืองสงบ ภายใต้ 2 หลักการ คือ "หลักการให้อภัย" สอดรับสิ่งที่นายกฯ เคยกล่าวไว้ว่าจะเข้ามาแก้ไขไม่แก้แค้น การไม่แก้แค้น คือ การให้อภัย ตรงกับหลักพุทธศาสนาให้อภัยทุกสี ทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติรัฐประหาร เลือกให้อภัยกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ไม่ได้ ซึ่งหลังปฏิวัติรัฐประหารมากว่า 10 ปีบ้านเมืองยังจมปลักอยู่กับความขัดแย้ง เป็นอุปสรรคสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ ดังนั้น การตัดสินใจให้อภัยเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้จำเป็นต้องกระทำ แต่ประเมินแล้วขณะนี้ทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่ถึงเวลาให้อภัยต่อกัน มีความเห็นว่าต้องพิสูจน์ความจริง
ประการที่ 2 เราไม่ล้างคดีคอร์รัปชันและล้างผิดการทำทุจริตอย่างแน่นอน แต่หลักสำคัญ คือ หลักการปฏิเสธการรัฐประหาร และผลพวงการปฏิวัติรัฐประหาร เป็นสิ่งที่ควรได้รับการยอมรับจากทุกพรรคการเมือง





