ชี้ไทย-กัมพูชาพิพาทในความหมาย-ขอบเขต

ชี้ไทย-กัมพูชาพิพาทในความหมาย-ขอบเขต

ศาลโลกชี้ไทย-กัมพูชามีข้อพิพาทในความหมาย-ขอบเขตใคำพิพากษาพ.ศ.2505 ย้ำชัดไทยไม่ได้สร้างรั้วเข้าไปในเขตแดนกัมพูชา

ศาลระบุว่ากัมพูชาได้ยื่นคำร้องต่อศาลซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาหลังจากทีคำพิพกษาเป็นต้นมา ในมุมมองของไทยคือได้ออกจากบริเวณปราสาทและไทยได้กำหนดฝ่ายเดียวว่าเขตพระวิหารอยู่ที่ใด ซึ่งตามคำพิพากษาในปี1962 ได้กำหนดตำแหน่งเขตปราสาท ที่ไทยต้องถอนและได้จัดทำรั้ว ลวดหนาม ปราสาทไม่ได้เกินไปกว่าเส้นกำหนดตาม กัมพูชาประท้วงว่า ไทยถอนกำลังออกไปนั้น ก็ได้ยอมรับว่าปราสาทเป็นของกัมพูชาจริง แต่กัมพูชาได้ร้องว่าไทยสร้างรั้วรุกไปในดินแดนกัมพูชา ซึ่งไม่เป็นไปตามตำพิพากษาของศาล และในมุมมองของกัมพูชาต้องการเสนอยูเนสโก แสดงให้เห็นว่าทั้งสองมีข้อพิพาทในความหมายและขอบเขตในคำพิพากษาปี1962 จริง

ศาลได้ดูสาระข้อพิพาทเพื่อให้แน่ใจว่าเป็นไปตามขอบเขตอำนาจศาล ม.60 ตามธรรมนูญศาลหรือไม่ และเห็นว่าสองฝ่ายขัดแย้งกันซึ่งในข้อพิพาท 1962 ที่บอกว่า คำพิพากษามีผลบังคับใช้เป็นเส้นแบ่งเขตแดนสองประเทศ การพิจารณาครั้งนี้ ศาลพิจารณาในจุดยืนของฝ่ายที่แสดงออกมา คือตามคำขอของกัมพูชา คือมีสถานที่และได้ต่อสู้เพื่อขึ้นทะเบียนมรดกโลกก็มีมุมมองต่างกันของขอบเขตและบริเวณดินแดน

โดยข้อที่ 1 ปราสาทอยู่ในดินแดนกัมพูชา ท้ายที่สุดศาลก็ได้ดูเรื่องปัญหาที่สองฝ่ายเห็นต่างคือ พันธกรณีการถอนกำลังออกจากปราสาท ในดินแดน ของกัมพูชา และให้ข้อพิพากษาเรื่องการสื่อสารการเข้าใจของสองประเทศในการนำปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนมรดกโลก และการปะทะแสดงว่ามีความเข้าใจที่แตกต่างกันจริงคำพิพากษามีความสำคัญ 3 แง่ คือ คำพิพากษาไม่ได้ตัดสินว่ามีข้อผูกพันเป็นเขตแดนระหว่างสองประเทศหรือไม่ 2.มีความสัมพันธ์กรณีความหมายและขอบเขตของวลีที่ว่า บริเวณใดเป็นของกัมพูชา และ 3.มีข้อพิพาทในกรณีให้ไทยถอนกำลัง คือเป็นเป็นไปตามข้อปฏิบัติข้อที่สอง