องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันยันจะไม่ยอมให้พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฟื้นคืนชีพ และจะไม่ให้มีการสอดแทรกการล้างผิดคดีโกงขึ้นอีก
นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ส่งอีเมล์ถึงสื่อมวลชนวันนี้ เปิดเผยว่า"จากการที่สมาชิกผู้แทนราษฎรได้มีการรับมติยอมรับพ.ร.บ.นิรโทษกรรม วาระ 2 และ 3 ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมความมาตรา 3 ความบางส่วนว่า"..รวมถึงผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด โดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 รวมถึงองค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินการในเรื่องดังกล่าว สืบเนื่องต่อมาที่เกิดขึ้นระหว่างปี 2547 ถึงวันที่ 8 ส.ค.2556 ไม่ว่าผู้กระทำจะได้กระทำในฐานะตัวกลาง ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ หรือผู้ถูกใช้ หากการกระทำนั้นผิดกฎหมาย ก็ให้ผู้กระทำนั้นพ้นจากความผิดโดยสิ้นเชิง.." ทำให้องค์กรฯ มีการแถลงการณ์คัดค้าน เข้ายื่นแถลงการณ์ต่อสถานทูตนานาชาติ มีการสำรวจความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ change.org ทำให้ประชาชนเห็นถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการล้มล้างคดีโกง จนก่อให้เกิดการชุมนุมมากมายอย่างต่อเนื่องทุกวัน ในที่สุดรัฐบาลได้แถลงการณ์ถอนร่างพ.ร.บ 6 ฉบับ แต่ยังคงค้างอยู่ในระบบของรัฐสภาอีก 1 ฉบับ (ดูแผ่นแนบที่แสดงรายละเอียดการดำเนินงาน) แต่องค์กรฯ ยังมีความตระหนักถึงการขับเคลื่อนที่ต่อเนื่องอย่างไม่เป็นระบบ จึงขอแสดงเจตจำนงต่อเรื่องการต่อต้านคอร์รัปชัน ดังนี้
องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ขอขอบคุณพลังเสียงของคนไทยทุกคนที่ออกมาร่วมยืนหยัดต่อสู้การคัดค้านล้างผิดคดีโกงในพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศที่พลังมวลชนได้ลุกฮือขึ้นมาต่อต้านความไม่ชอบธรรม และคัดค้านการล้างผิดคดีโกงโดยไม่ได้มีการปลุกระดม หากเกิดขึ้นด้วยจิตสำนึกรู้ผิดรู้ชั่วและความห่วงใยในอนาคตของประเทศจนสามารถกดดันให้รัฐบาล ออกแถลงการณ์ถอดถอนยกเลิกร่างกฎหมายพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม 6 ฉบับในที่สุด
การที่องค์กรฯ ได้ดำเนินการส่งจดหมายคัดค้านไปยังสถานทูตนานาชาติ และได้มีการยื่นแถลงการณ์ คัดค้านกฏหมายที่ให้โอกาสล้างความผิดจากการทุจริตคดโกงต่อสถานเอกอักคราชทูตสหรัฐอเมริกา สวีเดน สาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และองค์การสหประชาชาตินั้น เพื่อต้องการให้นานาชาติเห็นว่าองค์กรฯ มีความตระหนักถึงปัญหาคอร์รัปชันซึ่งส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจและการลงทุน อีกทั้งยังต้องจับตาท่าทีของรัฐบาลไทยในการดำเนินการเรื่องการปฏิบัติตามอนุสัญญาขององค์การสหประชาชาติเพื่อการต่อต้านการทุจริต ค.ศ. 2003 (UNCAC 2003) ซึ่งในการยื่นคัดค้านต่อบรรดาสถานทูตต่างๆ นั้น ได้รับการสนับสนุนจากนานาประเทศเป็นอย่างดี ในการรับเรื่องพิจารณาและหารือแนวทางการจับตาการทำงานของภาครัฐ
สำหรับความคืบหน้าการลงชื่อคัดค้านล้างผิดคดีโกงผ่านเว็บไซต์ Change.org นับเป็นปรากฏการณ์แรกของประเทศไทยที่ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ปัจจุบัน ณ เวลา 12.00 มีผู้ลงชื่อคัดค้านมากกว่า 596,586 คน เป็นการแสดงการมีส่วนรวมของเสียงประชาชนที่สูงสุดเท่าที่เคยมีการรณรงค์กันมา ซึ่งเมื่อครบ 1 ล้านเสียง ทางองค์กรฯ จะนำไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญและวุฒิสมาชิก เพื่อตอกย้ำว่าประชาชนผู้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ไม่มีผู้ใดยอมรับการล้างผิดคดีโกง สำหรับแผนงานขั้นต่อไปขององค์กรฯ ทางที่ประชุมลงมติว่า
1.เรายืนยันเห็นชอบกับแนวคิดของปปช. ว่า ร่างพ.ร.บ. นี้ไม่ใช่เรื่องการนิรโทษกรรมแต่เพียงอย่างเดียว แต่แฝงด้วยเรื่องการล้างผิดให้กับคดีโกง เพราะหากพ.ร.บ นี้ผ่าน คดีที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด โดยคณะบุคคลหรือองค์กร ที่จัดตั้งขึ้นภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 น่าจะหมายถึง 1. คตส ทั้งคณะ 2. คณะกรรมการ ปปช. ชุดปัจจุบัน ซึ่งบุคคลเหล่านี้ ยังคงปฎิบัติหน้าที่มาถึงปัจจุบัน 3. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ คตง. 4. ผู้ตรวจการแผ่นดิน 5. คณะกรรมการเลือกตั้ง จะพ้นผิดทั้งหมด
2.เราจะจับตาการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพราะการยกเลิก พ.ร.บ ไม่ได้หมายถึงการล้มเลิกความพยายาม ดังนั้นองค์กรฯ จะไม่ยอมให้มีการสอดแทรกการล้างผิดคดีโกงขึ้นอีกในรูปแบบใดๆทั้งสิ้น และพร้อมจะต่อสู้เคียงข้างประชาชนทันทีในการต่อต้านการกระทำมิชอบที่มีผลต่อการส่งเสริมให้เกิดโอกาสการทุจริตคดโกง
3.องค์กรฯ เชื่อมั่นว่าการคัดค้านครั้งนี้ เป็นการกระทำที่ถูกต้องตามหลักกฎหมายสากล และเป็นไปอย่างสันติวิธี โดยไม่ได้ใช้ความรุนแรงหรือก่อเหตุการณ์ความไม่สงบกับประเทศแต่อย่างใด ดังนั้นหากประชาชน นิสิต นักศึกษาผู้ซึ่งที่ทำหน้าที่พลเมืองของประเทศที่ออกมาเรียกร้องความถูกต้อง ในการต่อต้านคอร์รัปชัน ได้รับความเดือดร้อนจากการกระทำที่ไม่เป็นธรรม ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม องค์กรฯ พร้อมที่จะออกมาปกป้องประชาชน และจะเรียกร้องให้นานาชาติเห็นถึงการกระทำที่ไม่ยุติธรรม และจะประณามการกระทำดังกล่าวไปทั่วโลก ซึ่งองค์กรฯ หวังว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น และขอยืนยันว่าจุดยืนขององค์กรฯ คือการต่อต้านคอร์รัปชัน ไม่ใช่ประเด็นทางการเมือง
4.เรายังจะคงดำเนินการต่อต้านคอร์รัปชันต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะถึงแม้ว่ารัฐบาลจะประกาศยกเลิกร่างกฎหมายพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่าการโกงกินจะหมดไป ยังมีโครงการของรัฐบาลอีกมากมายที่สังคมยังเคลือบแคลง อาทิเช่น เช่นโครงการรับจำนำข้าวที่รัฐบาลขาดทุนปีละ 2 แสนล้านบาท เงินงบประมาณป้องกันน้ำท่วม 3.5 แสนล้าน โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศงบประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท และโครงการอื่นๆ
5.องค์กรฯ ขอยืนยันอีกครั้งว่าจุดยืนขององค์กรฯ ไม่ใช่การต่อต้านรัฐบาล หรือต่อต้านการปรองดอง แต่คือการต่อต้านคอร์รัปชัน แม้ว่ารัฐบาลจะแถลงการณ์ยกเลิกพ.ร.บ. แต่กลับไม่ทำให้การชุมนุมคลี่คลาย เสียงของประชาชนแสดงให้เห็นถึงความไม่เชื่อมั่น ในความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล องค์กรฯ จึงต้องการให้รัฐบาลทบทวนบทบาทของตนเอง และพิจารณาเร่งออกมาตรการ และปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชัน อีกทั้งต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลคืนอำนาจให้กับกระบวนการยุติธรรมของประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนคนไทยและสังคมโลก ให้เห็นถึงความชอบธรรมในการบริหารประเทศ
ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในแผนการดำเนินงานขององค์กรฯ ต่อจากนี้ไป จึงขึ้นอยู่กับท่าทีของรัฐบาล ซึ่งองค์กรฯ ประชาชนคนไทยและสังคมโลก ทุกคนรอบทพิสูจน์จากการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและความจริงใจของรัฐบาลในการขจัดการคอร์รัปชันให้หมดไปจากประเทศไทย และกู้ชื่อเสียงศักดิ์ศรีของประเทศชาติกลับคืนมา ขอบคุณพลังสังคมจากทุกภาคส่วน … ถึงเวลาเปลี่ยนประเทศไทย … เราจะสู้กันต่อไป"





