"ทูตวีรชัย"พาคณะต่อสู้คดีพระวิหาร ลงพื้นที่จ.ศรีสะเกษ รอบสุดท้ายก่อนลุ้นศาลโลกอ่านคำตัดสิน 11 พ.ย.นี้
นายณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า พื้นที่ชายแดน จ.ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และสุรินทร์ ยังมีปัญหาสำคัญที่เป็นเงื่อนไขชายแดน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสงบสุขของประชาชน โดยในวันที่ 11 พ.ย.นี้ จะเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งที่คนไทยใจจดใจจ่อต่อการอ่านคำพิพากษาคดีตีความคำพิพากษาปราสาทพระวิหารของศาลโลกว่าจะออกมาในแนวทางใด เพราะเกรงว่าคำตัดสินคดีนี้อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนตามแนวชายแดน แต่การตัดสินวันที่ 11 พ.ย.นี้ อาจยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของทุกๆเรื่อง และเมื่อคำตัดสินออกมาแล้ว ก็ไม่ควรแสดงท่าทีดีใจเฮฮากับชัยชนะ หรือนั่งโทษกันไปมาถ้าแพ้ แต่เราต้องไปข้างหน้าว่าจะก้าวข้ามกันอย่างไร เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีเอาไว้ ซึ่งยังมีกระบวนการอีกยาวพอสมควร ส่วนการเป็นภาคีและการรับอำนาจศาลโลกนั้น ต้องแยกออกจากกัน โดยกฎบัตรของสหประชาชาติ ข้อ 93 ให้รัฐที่เป็นสมาชิกยูเอ็น เป็นภาคีศาลโลกโดยปริยาย ขณะที่การรับอำนาจศาลโลก ไทยนั้นไม่ได้ประกาศรับอำนาจศาลโลกอีกตั้งแต่ปี 2503 หากถูกฟ้องคดีใหม่ ไทยก็ไม่จำเป็นต้องไปสู้คดี แต่สาเหตุที่ไทยต้องไปสู้คดีครั้งนี้ เนื่องจากเป็นการขอตีความคดีเดิมที่กัมพูชาฟ้องไทย ตั้งแต่ปี 2502 ซึ่งในขณะนั้นไทยรับอำนาจศาลโลก
ด้านนายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าคณะต่อสู้คดีที่ประเทศกัมพูชายื่นต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ(ศาลโลก) ตีความคำพิพากษาของคดีปราสาทพระวิหารเมื่อปีพ.ศ.2505 กล่าวว่า กัมพูชากำลังขอให้ศาลโลกตัดสินว่า พื้นที่ใกล้เคียงปราสาทพระวิหาร เป็นดินแดนของกัมพูชา และต้องเป็นไปตามเขตแดนตามแผนที่ 1 ต่อ 200,000 และต้องถ่ายทอดตามรูปแบบของกัมพูชา ปัญหาอยู่ที่ว่า การถ่ายทอดในปัจจุบันของกัมพูชาไม่เหมือนกับเมื่อตอนปี 2505 ส่วนไทยได้ต่อสู้ตรงที่ไทยไม่รับอำนาจศาลโลก แต่หากศาลโลกเห็นว่ามีอำนาจ ก็ไม่มีเหตุต้องตีความ เนื่องจากไทยและกัมพูชาไม่มีความเห็นต่างการในคำตัดสิน แนวรบสุดท้าย คือ ไทยเห็นว่าศาลควรตัดสินว่า ศาลเมื่อปี 2505 เส้นเขตแดนไม่ได้เป็นไปตามแผนที่ 1 ต่อ 200,000 และ “ไม่ได้กำหนดขอบเขตบริเวณใกล้เคียงปราสาท”ทั้งนี้ แผนที่ปลอมที่กัมพูชาทำขึ้น ดัดแปลงจากแผนที่ที่ไทยเสนอต่อศาลโลก ตั้งแต่สู้คดีพระวิหารรอบแรกปี 2505
จากนั้น ได้เปิดให้ประชาชนในพื้นที่ได้แสดงความคิดเห็น โดยนายวีรยุทธ ดวงแก้ว กำนัน ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ได้สอบถามว่า ถ้าศาลโลกให้ 4.6 ตารางกิโลเมตร(ตร.กม.)เป็นของกัมพูชา จะต้องเตรียมการอย่างไร โดยเฉพาะกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆที่จะเข้ามาในพื้นที่ เพราะประชาชนในพื้นที่ชายแดนไม่ค่อยเกรงปัญหาระหว่างประเทศ แต่เกรงกลัวปัญหาจากคนกลุ่มเหล่านี้มากกว่า โดยนายณัฏฐวุฒิ กล่าวว่า กรณีนี้คือศาลโลกตัดสินเข้าข่ายแนวทางที่ 2 ซึ่งไทยเคยคำนวณว่ามีพื้นที่ประมาณ 4.6 ตร.กม. แต่ส่วนตัวไม่คิดว่าแนวทางที่ 2 จะเป็นไปได้ แต่หากเกิดขึ้น ต้องยอมรับว่ากระทบต่อความรู้สึกของทุกคนในชาติ ต้องใช้กลไก 2 ชุด ที่มีอยู่ ได้แก่ คณะวิเคราะห์ เพื่อเสนอแนวทางให้รัฐบาล และดำเนินการในแง่กฎหมายให้ครบถ้วน ขณะที่ไทยและกัมพูชาได้ตกลงกันแล้วว่าจะเคารพในสิทธิของการแสดงออกซึ่งกันและกัน จากนั้นจึงนำเรื่องเข้าสู่เจซี โดยการชี้แจงต่างๆต้องโปร่งใส
นายวีรชัย กล่าวย้ำว่า การที่ศาลจะตัดสินให้ประโยชน์แก่กัมพูชานั้น คิดว่ามีความเป็นไปได้น้อย เนื่องจากจะต้องผ่านถึง 4 ชั้น ได้แก่ พื้นที่บริเวณใกล้เคียงเป็นดินแดนของกัมพูชา และดินแดนกัมพูชาต้องเป็นไปตามเขตแดน โดยเขตแดนดังกล่าวเป็นไปตามแผนที่ 1 ต่อ 200,000 และการถ่ายทอดเส้นจากแผนที่ 1 ต่อ 200,000 ต้องเป็นไปตามที่กัมพูชาเห็นไว้
ต่อมา ช่วงบ่าย คณะผู้แทนของกองบัญชาการกองทัพไทย และกระทรวงการต่างประเทศ จะเดินทางยังโรงเรียนภูมิซรอลวิทยา ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อชี้แจงแนวทางของรัฐบาลและเตรียมความพร้อมรองรับคำตัดสินของศาลโลก





